ดูหนังออนไลน์
บุคคลทั่วไป
บาคาร่า

mpkwin

บาคาร่า
บาคาร่า
ผลบอลสด
เว็บตรงออนไลน์
รับติดป้ายโฆษณา รับติดป้ายโฆษณา รับติดป้ายโฆษณา รับติดป้ายโฆษณา รับติดป้ายโฆษณา ตอกเสาเข็ม, ขายเสาเข็ม, ขายแผ่นพื้น, ปั้นจั่น, รับผลิตเสาเข็ม

รับติดป้ายโฆษณา ไนโตรเจนเหลว รับติดป้ายโฆษณา รับโปรโมทเว็บ, รับโฆษณาสินค้า รับติดป้ายโฆษณา รับรีโนเวท

ดาฟาเบท

Sbobet888 ทางเข้า Sbobet

บาคาร่า

บาคาร่า

คาสิโนออนไลน์

mpk

nexobet

usun

jokerfun88

fullhouse88

สล็อตเว็บตรง

mpkwin24h

betflik สล็อตเว็บตรง

สล็อตออนไลน์

เว็บตรงสล็อต อันดับ1

บาคาร่าเว็บครง

บาคาร่า888

9slot

บาคาร่า888

แสดงกระทู้

This section allows you to view all posts made by this member. Note that you can only see posts made in areas you currently have access to.


Topics - Beer625

หน้า: [1] 2 3 ... 78
1
ราคาน้ำมัน WTI, เบรนท์เริ่มมีเสถียรภาพ หลังเจรจาข้อตกลงนิวเคลียร์อิหร่านคืบหน้า

ราคาน้ำมันดิบเริ่มมีเสถียรภาพในวันนี้ โดยล่าสุด สัญญาล่วงหน้า WTI อยู่ที่ระดับ 114 ดอลลาร์ และราคาน้ำมันดิบเบรนท์อยู่ที่ 121 ดอลลาร์

ณ เวลา 19.58 น.ตามเวลาไทย สัญญาน้ำมันดิบเวสต์เท็กซัส (WTI) ส่งมอบเดือนพ.ค. ซึ่งมีการซื้อขายที่ตลาด NYMEX ลบ 0.40 ดอลลาร์ หรือ 0.35% สู่ระดับ 114.53 ดอลลาร์/บาร์เรล ส่วนราคาน้ำมันดิบเบรนท์ (BRENT) ลบ 0.26 ดอลลาร์ หรือ 0.12% สู่ระดับ 121.34 ดอลลาร์/บาร์เรล

ราคาน้ำมันพุ่งขึ้นวานนี้ หลังมีรายงานว่าบริษัท แคสเปียน ไปป์ไลน์ คอนซอร์เทียม (CPC) ซึ่งเป็นบริษัทร่วมทุนระหว่างรัสเซียและคาซัคสถาน ไม่สามารถส่งออกน้ำมันจากโรงงานที่ตั้งอยู่ชายฝั่งทะเลดำ เนื่องจากได้รับความเสียหายจากพายุ และต้องใช้เวลาซ่อมแซมราว 1 เดือนครึ่ง

อย่างไรก็ดี ราคาน้ำมันถูกกดดันในวันนี้ หลังจากที่นายเจค ซัลลิแวน ที่ปรึกษาความมั่นคงแห่งชาติสหรัฐ กล่าวว่า สหรัฐและพันธมิตรประสบความคืบหน้าในการเจรจาข้อตกลงนิวเคลียร์อิหร่าน ซึ่งหากมีการบรรลุข้อตกลงดังกล่าว ก็จะปูทางให้อิหร่านกลับมาส่งออกน้ำมันในตลาด

การเจรจาข้อตกลงนิวเคลียร์อิหร่านได้ดำเนินไปเป็นเวลา 11 เดือนแล้ว และนักการทูตต่างเชื่อว่าขณะนี้ถึงขั้นตอนสุดท้ายของการเจรจา

ก่อนหน้านี้ อิหร่านผลิตน้ำมันเฉลี่ย 2.4 ล้านบาร์เรล/วันในปี 2564 และคาดว่าจะผลิตได้ 3.8 ล้านบาร์เรล/วัน หากมีการยกเลิกมาตรการคว่ำบาตร

นายจาวาด โอจิ รมว.น้ำมันอิหร่าน กล่าวว่า อิหร่านสามารถผลิตน้ำมันเต็มศักยภาพได้โดยใช้เวลาไม่ถึง 2 เดือน หลังจากที่มีการบรรลุข้อตกลงนิวเคลียร์กับชาติตะวันตก

ทั้งนี้ อิหร่านเป็นประเทศที่มีปริมาณน้ำมันสำรองมากเป็นอันดับ 4 ของโลก แต่การผลิตน้ำมันของอิหร่านได้ลดลงอย่างมากนับตั้งแต่ที่ถูกสหรัฐคว่ำบาตรในปี 2561 หลังจากที่อดีตประนาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ประกาศถอนตัวจากการเจรจาข้อตกลงนิวเคลียร์ในปี 2558

2
ทริสเรทติ้งคงอันดับเครดิตองค์กร “บ. ปริญสิริ” ที่ “BBB-” แนวโน้ม “Stable”

ทริสเรทติ้งคงอันดับเครดิตองค์กรของ บริษัท ปริญสิริ จำกัด (มหาชน) ที่ระดับ ?BBB-? พร้อมแนวโน้มอันดับเครดิต ?Stable? หรือ ?คงที่? โดยอันดับเครดิตองค์กรสะท้อนถึงฐานรายได้ของบริษัทที่มีขนาดค่อนข้างเล็ก ความสามารถในการทำกำไรที่น่าพอใจ ภาระหนี้ที่ปรับตัวสูงขึ้น และสภาพคล่องที่เพียงพอ นอกจากนี้ อันดับเครดิตยังสะท้อนถึงความกังวลของทริสเรทติ้งเกี่ยวกับหนี้ครัวเรือนที่อยู่ในระดับค่อนข้างสูงและอัตราเงินเฟ้อที่ปรับตัวสูงขึ้นซึ่งอาจส่งผลต่อกำลังซื้อของผู้ซื้อบ้านในระยะปานกลาง

ประเด็นสำคัญที่กำหนดอันดับเครดิต

ฐานรายได้ค่อนข้างเล็ก

ฐานรายได้ของบริษัทมีขนาดค่อนข้างเล็กเมื่อเทียบกับบริษัทพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ที่ได้รับการจัดอันดับเครดิตรายอื่น รายได้ของบริษัทอยู่ระหว่าง 1.8-2.5 พันล้านบาทต่อปีในระหว่างปี 2561-2564 คิดเป็น 1% ของรายได้รวมของผู้ประกอบการทั้ง 24 รายที่ได้รับการจัดอันดับเครดิตโดยทริสเรทติ้ง ยอดผู้ติดเชื้อระลอกใหม่จากโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (โรคโควิด 19)ที่เพิ่มขึ้นและการปิดไซต์ก่อสร้างในกรุงเทพฯ และปริมณฑลในปี 2564 เป็นอีกสาเหตุที่ทำให้บริษัทต้องเลื่อนเปิดโครงการใหม่และเกิดความล่าช้าในการโอนกรรมสิทธิ์แก่ผู้ซื้อบ้าน ส่งผลให้รายได้ของบริษัทอยู่ที่ระดับ 2.28 พันล้านบาท ลดลง 4.6% เมื่อเทียบกับปีก่อน บริษัทเปิดโครงการทาวน์เฮ้าส์เพียง 2 โครงการมูลค่า 1.9 พันล้านบาทน้อยกว่าที่ตั้งเป้าตอนแรกที่ 2.6 พันล้านบาท

ภายใต้สมมติฐานพื้นฐานของทริสเรทติ้ง คาดว่ารายได้ของบริษัทจะค่อย ๆ เพิ่มขึ้นมาอยู่ที่ระดับ 2.4 พันล้านบาทในปี 2565 และ 2.8-3.2 พันล้านบาทต่อปีในปี 2566-2567 ภายใต้สมมติฐานที่บริษัทจะเปิดโครงการที่อยู่อาศัยมากขึ้นมูลค่าประมาณ 3.7-5 พันล้านบาทต่อปีในช่วง 3 ปีข้างหน้า โครงการใหม่ของบริษัทยังคงเน้นโครงการที่อยู่อาศัยแนวราบ โดยทาวน์เฮ้าส์จะอยู่ที่ระดับราคาหลังละ 2-4 ล้านบาท และบ้านจัดสรรประเภทบ้านเดี่ยวและบ้านแฝดอยู่ที่ระดับราคาหลังละ 4-7 ล้านบาท

ณ เดือนธันวาคม 2564 บริษัทมีโครงการที่อยู่อาศัยเหลือขายจำนวน 18 โครงการ โดยมีมูลค่ารวมทั้งหมด (รวมทั้งที่ก่อสร้างแล้วเสร็จและยังไม่ได้ก่อสร้าง) ประมาณ 7.43 พันล้านบาท ซึ่งประกอบไปด้วยโครงการบ้านเดี่ยวและบ้านแฝดในสัดส่วน 46% โครงการทาวน์เฮ้าส์ 34% และโครงการคอนโดมิเนียมเตี้ยอีก 20% ยอดขายรอการรับรู้รายได้ ณ สิ้นปี 2564 อยู่ที่ 229 ล้านบาท ดังนั้น รายได้จากธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ที่อยู่อาศัยของบริษัทจึงขึ้นอยู่กับความสามารถในการสร้างยอดขายใหม่และยอดโอนในปีนั้น ๆ

ความสามารถในการทำกำไรอยู่ในระดับน่าพอใจ

ทริสเรทติ้งคาดหมายว่าบริษัทจะสามารถรักษาความสามารถในการทำกำไรให้อยู่ในระดับที่น่าพอใจไว้ได้ในอีก 3 ปีข้างหน้า แม้ว่ารายได้ของบริษัทจะลดลงในปี 2564 แต่ความสามารถในการทำกำไรของบริษัทยังคงอยู่ในระดับที่น่าพอใจจากการควบคุมต้นทุนการก่อสร้างที่ดีขึ้นและต้นทุนที่ดินที่ต่ำในบางโครงการ อัตรากำไรขั้นต้นเพิ่มขึ้นมาอยู่ที่ระดับ 37.5% ในปี 2564 จากระดับ 32%-35% ในระหว่างปี 2561-2563 อัตรากำไรก่อนดอกเบี้ยจ่าย ภาษี ค่าเสื่อมราคาและค่าตัดจำหน่ายต่อรายได้ของบริษัทก็เพิ่มขึ้นเช่นกันโดยอยู่ที่ระดับ 29% ในปี 2564 จากระดับ 23%-27% ในปี 2561-2563

ในอนาคต ทริสเรทติ้งคาดว่าความสามารถในการทำกำไรจะลดลงแต่ยังคงอยู่ในระดับที่สอดคล้องกับอุตสาหกรรม การแข่งขันที่รุนแรงในอุตสาหกรรมและต้นทุนวัสดุก่อสร้างที่ปรับตัวสูงขึ้นคาดว่าจะส่งผลให้อัตรากำไรขั้นต้น และอัตรากำไรก่อนดอกเบี้ยจ่าย ภาษี ค่าเสื่อมราคาและค่าตัดจำหน่ายต่อรายได้อยู่ที่ระดับ 32% และ 24% ตามลำดับ ในปี 2565-2567 ดังนั้น คาดว่ากำไรก่อนดอกเบี้ยจ่าย ภาษี ค่าเสื่อมราคาและค่าตัดจำหน่ายของบริษัทจะอยู่ที่ระดับประมาณ 550-780 ล้านบาทต่อปีในช่วงเวลาเดียวกัน

เป็นปีที่มีความท้าทายสำหรับอุตสาหกรรมพัฒนาอสังหาริมทรัพย์เพื่อที่อยู่อาศัย

ทริสเรทติ้งคาดว่าอุปสงค์ที่อยู่อาศัยในปี 2565 จะเติบโตที่ระดับ 5%-10% จากปีก่อนหน้าโดยมีปัจจัยสนับสนุนคือแนวโน้มการฟื้นตัวของเศรษฐกิจจากผลกระทบของโรคโควิด 19 ที่มีสัญญาณบรรเทาเบาบางลง นอกจากนี้ การขยายระยะเวลาผ่อนคลายหลักเกณฑ์การกำกับดูแลสินเชื่อเพื่อที่อยู่อาศัยโดยยังคงเพดานอัตราส่วนเงินให้สินเชื่อต่อมูลค่าหลักประกัน (Loan-to-value Ratio -- LTV) ให้อยู่ที่ระดับ 100% จาก 70%-90% สำหรับที่อยู่อาศัยทุกประเภทและการลดค่าโอนและค่าจดจำนองสำหรับบ้านที่มีราคาต่ำกว่า 3 ล้านบาทไปจนถึงสิ้นปี 2565 นั้นน่าจะช่วยกระตุ้นอุปสงค์ที่อยู่อาศัยให้เติบโตขึ้นได้ในปีนี้

อย่างไรก็ตาม ยังคงมีประเด็นที่ท้าทายสำหรับผู้ประกอบการอสังหาริมทรัพย์อีกหลายประการในระยะสั้นถึงปานกลางนี้ โดยการแข่งขันในกลุ่มผู้ประกอบการอสังหาริมทรัพย์เพื่อที่อยู่อาศัยจะยังคงรุนแรงต่อไปโดยเฉพาะอย่างยิ่งที่อยู่อาศัยในระดับราคาที่ไม่แพง ดังนั้น บริษัทจึงจำเป็นต้องมีการปรับปรุงพัฒนาสินค้าอย่างต่อเนื่องเพื่อให้สอดคล้องกับอุปสงค์ของตลาดเพื่อให้ยังคงสถานะการแข่งขันได้ในตลาด นอกจากนี้ หนี้ครัวเรือนที่ค่อนข้างสูงและอัตราเงินเฟ้อที่ปรับตัวสูงขึ้นก็อาจส่งผลทำให้กำลังซื้อของผู้ซื้อบ้านลดลง โดยเฉพาะอย่างยิ่งในกลุ่มสินค้าบ้านระดับราคาปานกลางถึงต่ำ ในขณะที่การปล่อยสินเชื่อของธนาคารที่เข้มงวดยิ่งขึ้นก็ยังคงเป็นประเด็นท้าทายสำหรับผู้ประกอบการ

ภาระหนี้ปรับตัวสูงขึ้น

ทริสเรทติ้งคาดว่าภาระหนี้ของบริษัทจะเพิ่มขึ้นเล็กน้อยแต่ยังคงอยู่ที่ระดับต่ำกว่า 50% ในช่วง 3 ปีข้างหน้า ภายใต้สมมติฐานพื้นฐานของทริสเรทติ้ง คาดว่าบริษัทจะเปิดโครงการที่อยู่อาศัยมากขึ้น โดยที่งบประมาณซื้อที่ดินจะอยู่ที่ระดับราว ๆ 1 พันล้านบาทต่อปี อีกทั้ง เมื่อเร็ว ๆ นี้บริษัทได้จัดตั้ง บริษัท ปริญอินเวสท์ เพื่อหาโอกาสในการลงทุนในบริษัทที่เกี่ยวข้องกับเทคโนโลยีในต่างประเทศ โดยเงินลงทุนเริ่มแรกในปี 2565 อยู่ที่ราว 100 ล้านบาท ภายใต้แผนการลงทุนของบริษัท ทริสเรทติ้งจึงคาดว่าอัตราส่วนหนี้สินทางการเงินต่อเงินทุนของบริษัทจะเพิ่มขึ้นไปอยู่ที่ระดับ 48%-49% ในปี 2565-2567 จากระดับ 45% ณ สิ้นปี 2564 เมื่อพิจารณากำไรที่คาดว่าจะอ่อนตัวลงและภาระหนี้ที่ปรับตัวสูงขึ้น ทริสเรทติ้งจึงคาดว่าอัตราส่วนเงินทุนจากการดำเนินงานต่อหนี้สินทางการเงินของบริษัทจะลดลงมาอยู่ที่ระดับ 5%-7% ในช่วงปีประมาณการ

ณ สิ้นเดือนธันวาคม 2564 บริษัทมีหนี้สินทางการเงินรวมจำนวน 5.27 พันล้านบาทซึ่งประกอบด้วยตั๋วแลกเงินจำนวน 190 ล้านบาท เงินกู้โครงการจำนวน 1.73 พันล้านบาท และหุ้นกู้จำนวน 3.35 พันล้านบาท ทั้งนี้ หนี้ประมาณ 1.73 พันล้านบาทของภาระหนี้ทั้งหมดของบริษัทเป็นหนี้ที่มีลำดับในการได้รับชำระคืนก่อน เนื่องจากอัตราส่วนหนี้ที่มีลำดับในการได้รับชำระคืนก่อนต่อหนี้สินทางการเงินรวมของบริษัทมีสัดส่วนอยู่ที่ 33% ซึ่งต่ำกว่าอัตราส่วน 50% ตาม ?เกณฑ์การจัดอันดับเครดิตตราสารหนี้? ของทริสเรทติ้ง ดังนั้น ทริสเรทติ้งจึงมองว่าเจ้าหนี้ไม่มีหลักประกันของบริษัทไม่มีความเสียเปรียบในด้านลำดับสิทธิเรียกร้องเหนือสินทรัพย์อย่างมีนัยสำคัญเมื่อเทียบกับเจ้าหนี้ที่มีลำดับในการได้รับชำระคืนก่อน

สภาพคล่องเพียงพอ

ทริสเรทติ้งประเมินว่าบริษัทมีสภาพคล่องอยู่ในระดับที่เพียงพอที่จะคืนหนี้จนถึงสิ้นปี 2565 ณ สิ้นเดือนธันวาคม 2564 สภาพคล่องทางการเงินของบริษัทประกอบด้วยเงินสดในมือจำนวน 566 ล้านบาท เงินลงทุนในกองทุนตราสารหนี้จำนวน 931 ล้านบาท และวงเงินจากธนาคารที่ยังไม่ได้เบิกใช้อีก 175 ล้านบาท ทริสเรทติ้งคาดว่าเงินทุนจากการดำเนินงานในช่วง 12 เดือนข้างหน้าจะอยู่ที่ประมาณ 240 ล้านบาท อีกทั้งบริษัทยังมีที่ดินที่ไม่ติดภาระเป็นหลักประกันคิดเป็นมูลค่าทางบัญชีอยู่ที่จำนวน 2.62 พันล้านบาทซึ่งสามารถนำมาใช้เป็นหลักประกันสำหรับขอวงเงินสินเชื่อใหม่ได้หากจำเป็น บริษัทมีภาระหนี้ที่จะครบกำหนดชำระในช่วง 12 เดือนข้างหน้า จำนวน 1.01 พันล้านบาท ซึ่งประกอบด้วยตั๋วแลกเงินจำนวน 190 ล้านบาท และหุ้นกู้จำนวน 821 ล้านบาท บริษัทได้ชำระหุ้นกู้จำนวน 500 ล้านบาทที่ครบกำหนดไถ่ถอนในเดือนมกราคม 2565 และตั๋วแลกเงินที่ครบกำหนดทั้งหมดด้วยหุ้นกู้ใหม่ บริษัทมีแผนจะรีไฟแนนซ์หุ้นกู้ที่เหลือที่จะครบกำหนดไถ่ถอนด้วยการออกหุ้นกู้ชุดใหม่

ตามข้อกำหนดทางการเงินที่ระบุให้บริษัทต้องดำรงอัตราส่วนหนี้สินที่มีภาระดอกเบี้ยต่อทุน และอัตราส่วนหนี้สินต่อทุนที่ระดับไม่เกิน 2 เท่า ทั้งนี้ ณ สิ้นเดือนธันวาคม 2564 บริษัทมีอัตราส่วนดังกล่าวอยู่ที่ 1.1 เท่า และ 1.3 เท่าตามลำดับ ทริสเรทติ้งเชื่อว่าบริษัทจะสามารถปฏิบัติตามเงื่อนไขทางการเงินดังกล่าวได้ในช่วง 12 เดือนข้างหน้า

สมมติฐานกรณีพื้นฐาน

? รายได้จากการดำเนินงานของบริษัทจะอยู่ที่ระดับประมาณ 2.4-3.2 พันล้านบาทต่อปีในช่วง 3 ปีข้างหน้า

? อัตรากำไรขั้นต้นจะอยู่ที่ระดับประมาณ 32% และอัตรากำไรก่อนดอกเบี้ยจ่าย ภาษี ค่าเสื่อมราคาและค่าตัดจำหน่ายจะอยู่ที่ระดับประมาณ 24% ในปี 2565-2567

? เปิดโครงการที่อยู่อาศัยมูลค่าประมาณ 3.7-5 พันล้านบาทต่อปี โดยงบประมาณซื้อที่ดินจะอยู่ที่ระดับ 1 พันล้านบาทต่อปีในช่วง 3 ปีข้างหน้า

? เงินลงทุนในต่างประเทศอยู่ที่ระดับ 100 ล้านบาท ในปี 2565

แนวโน้มอันดับเครดิต

แนวโน้มอันดับเครดิต ?Stable? หรือ ?คงที่? สะท้อนถึงความคาดหวังของทริสเรทติ้งว่าบริษัทจะสามารถรักษาผลการดำเนินงานและสถานะทางการเงินเอาไว้ได้ตามเป้าหมาย ทริสเรทติ้งคาดว่าบริษัทจะสร้างรายได้ที่ระดับ 2.4-3.2 พันล้านบาทและจะคงอัตรากำไรก่อนดอกเบี้ยจ่าย ภาษี ค่าเสื่อมราคาและค่าตัดจำหน่ายไว้ที่ระดับ 24% ในปี 2565-2567 โดยที่อัตราส่วนหนี้สินทางการเงินต่อเงินทุนจะคงอยู่ที่ระดับต่ำกว่า 50% และอัตราส่วนเงินทุนจากการดำเนินงานต่อหนี้สินทางการเงินจะอยู่ที่ระดับเกินกว่า 5% ในช่วงปีประมาณการ

ปัจจัยที่อาจทำให้อันดับเครดิตเปลี่ยนแปลง

อันดับเครดิตหรือแนวโน้มอันดับเครดิตของบริษัทอาจได้รับการปรับเพิ่มขึ้นหากบริษัทสามารถขยายฐานรายได้และผลกำไรได้อย่างมีนัยสำคัญ ในขณะที่ยังคงสถานะทางการเงินที่ระดับปัจจุบันเอาไว้ได้ ในทางตรงกันข้าม อันดับเครดิตและ/หรือแนวโน้มอันดับเครดิตของบริษัทอาจได้รับการปรับลดลงหากผลการดำเนินงานและ/หรือสถานะทางการเงินของบริษัทอ่อนแอลงอย่างมีนัยสำคัญจากระดับที่ทริสเรทติ้งคาดการณ์ไว้

เกณฑ์การจัดอันดับเครดิตที่เกี่ยวข้อง

- อัตราส่วนทางการเงินที่สำคัญและการปรับปรุงตัวเลขทางการเงินสำหรับธุรกิจทั่วไป, 11 มกราคม 2565

- วิธีการจัดอันดับเครดิตธุรกิจทั่วไป, 26 กรกฎาคม 2562

บริษัท ปริญสิริ จำกัด (มหาชน) (PRIN)

อันดับเครดิตองค์กร: BBB-

แนวโน้มอันดับเครดิต: Stable

บริษัท ทริสเรทติ้ง จำกัด/ www.trisrating.com
ติดต่อ santaya@trisrating.com โทร. 0-2098-3000 อาคารสีลมคอมเพล็กซ์ ชั้น 24 191 ถ. สีลม กรุงเทพฯ 10500
? บริษัท ทริสเรทติ้ง จำกัด สงวนลิขสิทธิ์ พ.ศ. 2564 ห้ามมิให้บุคคลใด ใช้ เปิดเผย ทำสำเนาเผยแพร่ แจกจ่าย หรือเก็บไว้เพื่อใช้ในภายหลังเพื่อประโยชน์ใดๆ ซึ่งรายงานหรือข้อมูลการจัดอันดับเครดิต ไม่ว่าทั้งหมดหรือเพียงบางส่วน และไม่ว่าในรูปแบบ หรือลักษณะใดๆ หรือด้วยวิธีการใดๆ โดยที่ยังไม่ได้รับอนุญาตเป็นลายลักษณ์อักษรจาก บริษัท ทริสเรทติ้ง จำกัด ก่อน การจัดอันดับเครดิตนี้มิใช่คำแถลงข้อเท็จจริง หรือคำเสนอแนะให้ซื้อ ขาย หรือถือตราสารหนี้ใดๆ แต่เป็นเพียงความเห็นเกี่ยวกับความเสี่ยงหรือความน่าเชื่อถือของตราสารหนี้นั้นๆ หรือของบริษัทนั้นๆ โดยเฉพาะ ความเห็นที่ระบุในการจัดอันดับเครดิตนี้มิได้เป็นคำแนะนำเกี่ยวกับการลงทุน หรือคำแนะนำในลักษณะอื่นใด การจัดอันดับและข้อมูลที่ปรากฏในรายงานใดๆ ที่จัดทำ หรือพิมพ์เผยแพร่โดย บริษัท ทริสเรทติ้ง จำกัด ได้จัดทำขึ้นโดยมิได้คำนึงถึงความต้องการด้านการเงิน พฤติการณ์ ความรู้ และวัตถุประสงค์ของผู้รับข้อมูลรายใดรายหนึ่ง ดังนั้น ผู้รับข้อมูลควรประเมินความเหมาะสมของข้อมูลดังกล่าวก่อนตัดสินใจลงทุน บริษัท ทริสเรทติ้ง จำกัด ได้รับข้อมูลที่ใช้สำหรับการจัดอันดับเครดิตนี้จากบริษัทและแหล่งข้อมูลอื่นๆ ที่เชื่อว่าเชื่อถือได้ ดังนั้น บริษัท ทริสเรทติ้ง จำกัด จึงไม่รับประกันความถูกต้อง ความเพียงพอ หรือความครบถ้วนสมบูรณ์ของข้อมูลใดๆ ดังกล่าว และจะไม่รับผิดชอบต่อความสูญเสีย หรือความเสียหายใดๆ อันเกิดจากความไม่ถูกต้อง ความไม่เพียงพอ หรือความไม่ครบถ้วนสมบูรณ์นั้น และจะไม่รับผิดชอบต่อข้อผิดพลาด หรือการละเว้นผลที่ได้รับหรือการกระทำใดๆโดยอาศัยข้อมูลดังกล่าว

3
ภาวะตลาดหุ้นจีน: เซี่ยงไฮ้คอมโพสิตเปิดลบ 3.10 จุด กังวลข้อพิพาทจีน-สหรัฐ

ดัชนีเซี่ยงไฮ้คอมโพสิตตลาดหุ้นจีนเปิดปรับตัวลงเล็กน้อยเช้านี้ จากความวิตกกังวลที่ว่าธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) อาจจะเร่งปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย รวมทั้งความกังวลเกี่ยวกับข้อพิพาทระหว่างจีนและสหรัฐ หลังจากรัฐบาลสหรัฐพยายามขัดขวางไม่ให้จีนช่วยเหลือรัสเซีย

ขณะเดียวกัน นักลงทุนจับตาการเปิดเผยตัวเลขกำไรภาคอุตสาหกรรมเดือนก.พ. ที่จะมีการเปิดเผยในวันอาทิตย์นี้

ดัชนีเซี่ยงไฮ้คอมโพสิตเปิดที่ 3,247.16 จุด ลดลง 3.10 จุด หรือ -0.10%

ทั้งนี้ จีนได้เริ่มส่งสัญญาณถอยจากรัสเซีย หลังถูกนานาชาติกดดัน โดยหนังสือพิมพ์เซาท์ ไชน่า มอร์นิ่ง โพสต์รายงานว่า นายฉิน กัง เอกอัครราชทูตจีนประจำสหรัฐ กล่าวว่า ถึงแม้จีนและรัสเซียถือเป็นหุ้นส่วนที่ไม่มีขีดจำกัด แต่จีนก็จะยึดมั่นตามบรรทัดฐานของกฎหมายระหว่างประเทศและความสัมพันธ์ระหว่างประเทศที่มีการยอมรับทั่วโลก

 

4
ทริสเรทติ้งจัดอันดับเครดิตองค์กร “บ. อินเตอร์ลิ้งค์ เทเลคอม” ที่ “BBB” แนวโน้ม “Stable”

ทริสเรทติ้งจัดอันดับเครดิตองค์กรของ บริษัท อินเตอร์ลิ้งค์ เทเลคอม จำกัด (มหาชน) ที่ระดับ ?BBB? ด้วยแนวโน้มอันดับเครดิต ?Stable? หรือ ?คงที่? ทั้งนี้ อันดับเครดิตองค์กรของบริษัทเกิดจากองค์ประกอบระหว่างอันดับเครดิตเฉพาะ (Stand-alone Credit Profile ? SACP) ของบริษัทซึ่งอยู่ที่ระดับ?bbb? และสถานะของบริษัทในการเป็นบริษัทย่อยหลัก (Core Subsidiary) ของ บริษัท อินเตอร์ลิ้งค์ คอมมิวนิเคชั่น จำกัด (มหาชน) (ILINK) ตาม ?เกณฑ์การจัดอันดับเครดิตกลุ่มธุรกิจ? (Group Rating Methodology) ของทริสเรทติ้ง โดยอันดับเครดิตสะท้อนถึงความสามารถในการแข่งขันที่แข็งแกร่งในการให้บริการวงจรสื่อสารข้อมูลผ่านโครงข่ายใยแก้วนำแสง ตลอดจนผลการดำเนินงานที่น่าพอใจ และฐานรายได้ประจำของบริษัทที่มีขนาดใหญ่ขึ้น อย่างไรก็ตาม อันดับเครดิตก็ถูกลดทอนบางส่วนจากความไม่แน่นอนและความผันผวนของธุรกิจโครงการจ้างเหมาแบบเบ็ดเสร็จ (Turnkey Project) และการแข่งขันที่รุนแรงในอุตสาหกรรมโทรคมนาคมด้วยเช่นกัน

ประเด็นสำคัญที่กำหนดอันดับเครดิต

ความสามารถในการแข่งขันที่แข็งแกร่งในการให้บริการสื่อสารข้อมูลผ่านโครงข่ายใยแก้วนำแสง

บริษัทเป็นหนึ่งในผู้ให้บริการรายหลักในธุรกิจวงจรสื่อสารและการเชื่อมต่อข้อมูลผ่านโครงข่ายใยแก้วนำแสงในประเทศไทย โดยความได้เปรียบทางการแข่งขันของบริษัทมาจากการมีโครงข่ายใยแก้วนำแสงที่ครอบคลุมกว้างขวาง รวมถึงคุณภาพของเครือข่ายและการให้บริการที่ดี คณะผู้บริหารและวิศวกรที่มีประสบการณ์ และการมีความสัมพันธ์ที่ดีกับลูกค้า บริษัทติดตั้งโครงข่ายใยแก้วนำแสงซึ่งเป็นโครงสร้างพื้นฐานหลักตลอดแนวเส้นทางรถไฟและทางหลวงทั่วประเทศไทย และให้บริการเชื่อมต่อวงจรสื่อสารคุณภาพสูงแก่ลูกค้าด้วย ซึ่งจุดแข็งดังกล่าวทำให้บริษัทสามารถขยายฐานลูกค้าได้อย่างต่อเนื่องและเข้าร่วมในโครงการโทรคมนาคมของภาครัฐที่เกี่ยวเนื่องกับสายใยแก้วนำแสงหลากหลายโครงการ

ขยายฐานรายได้ประจำอย่างต่อเนื่อง

รายได้จากธุรกิจให้บริการโครงข่ายวงจรสื่อสารข้อมูลความเร็วสูง (Data Service Business) และจากธุรกิจการให้บริการพื้นที่ศูนย์ข้อมูล (Data Center Business) ถือเป็นแหล่งที่มาของรายได้ประจำ (Recurring Income) ที่สำคัญของบริษัท โดยรายได้จากธุรกิจทั้ง 2 ประเภทนี้คิดเป็นสัดส่วนรวม 55% ของรายได้รวมของบริษัท ทั้งนี้ รายได้ประจำของบริษัทเพิ่มขึ้นเป็นเท่าตัวมาอยู่ที่ระดับ 1.4 พันล้านบาทในปี 2564 จากระดับ 600 ล้านบาทในปี 2560 ทริสเรทติ้งคาดว่ารายได้ประจำของบริษัทจะเติบโตต่อไปเนื่องจากบริษัทมีจุดแข็งที่สำคัญคือโครงข่ายใยแก้วนำแสงที่ครอบคลุมกว้างขวางและคุณภาพการให้บริการที่ดีซึ่งจะช่วยให้บริษัทเข้าถึงลูกค้าใหม่ ๆ ได้มากยิ่งขึ้นและสามารถชนะประมูลโครงการใหม่ ๆ

บริษัทมีผลการดำเนินงานที่ดีและสามารถคงสถานะทางการแข่งขันในตลาดให้บริการผ่านโครงข่ายใยแก้วนำแสงมาได้ ทั้งนี้ รายได้จากธุรกิจ Data Service ในช่วงปี 2559-2564 มีอัตราการเติบโตเฉลี่ยสะสมต่อปี (CAGR) ที่ระดับประมาณ 27% การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (โรคโควิด 19) ได้ทำให้บริษัทเอกชนและหน่วยงานภาครัฐหันมาให้ความสำคัญกับการนำเทคโนโลยีรวมถึงการเชื่อมต่อเครือข่ายมาใช้เพื่อปรับปรุงประสิทธิภาพของระบบการสื่อสารและขั้นตอนการทำงาน ซึ่งส่งผลให้มีอุปสงค์ในการใช้บริการสื่อสารข้อมูลเพิ่มสูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ โดยในปี 2564 บริษัทมีรายได้จากธุรกิจ Data Service ที่ระดับ 1.3 พันล้านบาท เพิ่มขึ้น 15% จากปี 2563 โดยมีปัจจัยขับเคลื่อนจากจำนวนลูกค้าที่เพิ่มขึ้นและรายได้ที่เพิ่มสูงขึ้นจากโครงการอินเทอร์เน็ตความเร็วสูงในพื้นที่ห่างไกล

ในขณะที่รายได้จากธุรกิจ Data Center นั้นค่อนข้างคงที่โดยอยู่ที่ระดับ 85-95 ล้านบาทต่อปีในช่วง 3 ปีที่ผ่านมาเนื่องจากลักษณะของสัญญาของลูกค้าส่วนมากที่เป็นสัญญาระยะยาว

รายได้โครงการมาจากโครงการจ้างเหมาแบบเบ็ดเสร็จ

บริษัทได้ดำเนินธุรกิจให้บริการติดตั้งโครงข่ายโทรคมนาคม (Installation Business) ขนาดใหญ่โดยใช้ความเชี่ยวชาญในการให้บริการวงจรสื่อสารข้อมูลรวมทั้งการติดตั้งและซ่อมบำรุงสายเคเบิลใยแก้วนำแสงที่บริษัทมีมาพัฒนาต่อยอด โดยธุรกิจ Installation นั้นครอบคลุมทั้งการติดตั้งโครงข่ายสายเคเบิลใยแก้วนำแสง การให้บริการซ่อมบำรุง และโครงการที่เกี่ยวข้องกับเทคโนโลยีสารสนเทศ (Information Technology -- IT) เนื่องจากธุรกิจ Installation ส่วนใหญ่ของบริษัทเป็นลักษณะโครงการที่รายได้เกิดขึ้นตามความสำเร็จของโครงการ ดังนั้น รายได้จากธุรกิจนี้จึงมีความผันผวนสูงกว่ารายได้จากธุรกิจ Data Service และธุรกิจ Data Center โดยในปี 2564 บริษัทมีรายได้จากธุรกิจ Installation อยู่ที่ระดับ 1.1 พันล้านบาท เพิ่มขึ้นจากระดับ 800 ล้านบาทในปี 2563 ซึ่งคิดเป็นสัดส่วนประมาณ 44% ของรายได้รวมของบริษัท

ธุรกิจ Installation นั้นขึ้นอยู่กับโครงการภาครัฐซึ่งเกี่ยวข้องกับงบประมาณด้าน IT และการประมูลงานของหน่วยงานรัฐและรัฐวิสาหกิจ ทั้งนี้ โครงการ IT เหล่านี้มีแนวโน้มที่จะเกิดความล่าช้าในการดำเนินโครงการอันเนื่องมาจากสาเหตุและปัจจัยต่าง ๆ หลายประการ โดยการดำเนินงานมักประสบกับปัญหาต่าง ๆ เช่น ความล่าช้าในการก่อสร้างหรือในขั้นตอนการชำระเงินและบางครั้งก็ขาดความต่อเนื่องของงบประมาณด้าน IT ของหน่วยงานภาครัฐ อย่างไรก็ตาม ทริสเรทติ้งคาดว่ารัฐบาลไทยยังคงมีความพยายามที่จะยกระดับโครงสร้างพื้นฐานด้าน IT ของประเทศอย่างต่อเนื่องต่อไป เมื่อไม่นานมานี้ บริษัทได้ขยายงานสู่โครงการใหม่ ๆ ที่สร้างการเติบโตของรายได้ เช่น โครงการอากาศยานไร้คนขับ (Drone) และโครงการอุปกรณ์ต่อต้านอากาศยานไร้คนขับ (Anti Drone) รวมถึงโครงการที่เกี่ยวข้องกับความปลอดภัย เช่น การติดตั้งระบบกล้องวงจรปิด และโครงการเกี่ยวกับปัญญาประดิษฐ์และข้อมูลขนาดใหญ่ (Big Data) ทั้งนี้ เมื่อพิจารณาถึงจำนวนโครงการที่มีอยู่ในแผนและการขยายเข้าสู่โครงการใหม่ ๆ แล้ว ทริสเรทติ้งก็คาดว่าบริษัทจะสามารถรักษาระดับรายได้จากธุรกิจ Installation เอาไว้ได้

มูลค่างานที่ยังไม่ได้ส่งมอบช่วยสนับสนุนรายได้

ณ สิ้นปี 2564 บริษัทมีสัญญางานที่อยู่ระหว่างการพัฒนาที่ยังไม่ได้ส่งมอบ (Backlog) มูลค่ารวมเกือบ 3.5 พันล้านบาท ซึ่งในจำนวนนี้ประมาณ 70% เป็นงานในธุรกิจ Data Service และธุรกิจ Data Center ส่วนที่เหลือเป็นงานในธุรกิจ Installation และโครงการโทรคมนาคมอื่น ๆ โดยมูลค่างานในมือประมาณ 2 พันล้านบาทคาดว่าจะรับรู้เป็นรายได้ในปี 2565 และอีกประมาณ 1.5 พันล้านบาทจะรับรู้เป็นรายได้ในระหว่างปี 2566-2568 ในการนี้ ทริสเรทติ้งคาดว่าสัญญาให้บริการที่กำลังจะหมดอายุในช่วง 1-3 ปีข้างหน้าจะได้รับการต่อสัญญาต่อไป นอกจากนี้ บริษัทยังมีเป้าหมายที่จะเข้าประมูลงานโครงการภาครัฐเพิ่มเติมซึ่งจะทำให้บริษัทมี Backlog เพิ่มมากยิ่งขึ้นและจะช่วยสนับสนุนรายได้ในอนาคต

ภายใต้สมมติฐานของทริสเรทติ้งคาดว่าบริษัทจะมีรายได้อยู่ที่ 2.9-3.2 พันล้านบาทต่อปีในระหว่างปี 2565-2567 เมื่อพิจารณาจากอุปสงค์การเข้าถึงการเชื่อมต่อข้อมูลและอินเทอร์เน็ตที่เพิ่มสูงขึ้น ตลอดจนฐานลูกค้าที่มีขนาดใหญ่ขึ้น โครงการพัฒนาระบบ IT เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพของหน่วยงานทั้งภาครัฐและภาคเอกชนที่อยู่ในแผนดำเนินการ และโอกาสทางธุรกิจในอนาคต

ขยายสู่ธุรกิจออกแบบและติดตั้งระบบคอมพิวเตอร์

เมื่อไม่นานมานี้บริษัทได้ประกาศแผนในการขยายเข้าสู่ธุรกิจออกแบบและติดตั้งระบบคอมพิวเตอร์ (IT Solutions) ผ่านการซื้อกิจการของ บริษัท เวทเธอเรีย อี จำกัด ซึ่งถือหุ้นในสัดส่วน 51% ใน บริษัท บลู โซลูชั่น จำกัด ซึ่งบริษัทจะจ่ายชำระการทำธุรกรรมมูลค่ารวม 153 ล้านบาทดังกล่าวด้วยหุ้นสามัญเพิ่มทุนใหม่ของบริษัท

บริษัทบลู โซลูชั่น ประกอบธุรกิจจำหน่ายผลิตภัณฑ์ ระบบ IT และให้บริการแบบครบวงจรซึ่งรวมทั้งเครื่องมือและอุปกรณ์สำหรับบริษัทเอกชนและรัฐวิสาหกิจ โดยบริษัทมีรายได้ที่ระดับ 181 ล้านบาทในปี 2563 ทริสเรทติ้งคาดว่าการควบรวมกิจการในครั้งนี้จะทำให้เกิดการผสานพลังทางธุรกิจจากการประหยัดต้นทุนและการเพิ่มฐานรายได้เมื่อบริษัททำการควบรวมกิจการแล้วเสร็จและประสบความสำเร็จในการผสานธุรกิจภายหลังจากการควบรวม

มีความสามารถในการทำกำไรที่ดี

การที่บริษัทมีความสามารถในการทำกำไรที่ดีนั้นเกิดจากการมีฐานรายได้ประจำที่เพิ่มสูงขึ้นและการควบคุมต้นทุนที่รอบคอบ ทั้งนี้ เนื่องจากต้นทุนการดำเนินงานของบริษัทส่วนใหญ่เป็นต้นทุนคงที่ ดังนั้น รายได้ที่เพิ่มขึ้นจะช่วยทำให้อัตรากำไรปรับตัวดีขึ้น โดยบริษัทมีอัตรากำไรก่อนดอกเบี้ยจ่าย ภาษี ค่าเสื่อมราคา และค่าตัดจำหน่าย (EBITDA Margin) เพิ่มขึ้นมาอยู่ที่ระดับ 40%-46% ในช่วงปี 2563-2564 จากระดับ 31%-37% ในอดีต

นอกจากนี้ บริษัทยังมีอัตรากำไรที่ดีในสายธุรกิจหลักแต่ละประเภทอีกด้วย โดย EBITDA Margin ในธุรกิจ Data Service อยู่ที่ระดับ 50%-60% ในช่วง 3 ปีที่ผ่านมา ในขณะที่ในธุรกิจ Data Center นั้นอยู่ที่ระดับ 50%-55% ส่วนธุรกิจ Installation นั้น บริษัทรักษาอัตรากำไรได้ที่ระดับประมาณ 15%-20%

ในช่วง 3 ปีข้างหน้าทริสเรทติ้งคาดว่าการเพิ่มขึ้นของรายได้ประจำรวมถึงความพยายามในการปรับปรุงการใช้สินทรัพย์ของบริษัทจะสามารถรองรับต้นทุนการดำเนินงานคงที่ที่อยู่ในระดับสูงได้และจะช่วยทำให้อัตรากำไรมีเสถียรภาพมากขึ้น นอกจากนี้ ทริสเรทติ้งยังคาดหวังว่าบริษัทจะบริหารจัดการต้นทุนของธุรกิจใหม่อย่างระมัดระวังโดยไม่ให้ส่งผลกระทบต่อความสามารถในการทำกำไรโดยรวม โดยในช่วงปี 2565-2567 ทริสเรทติ้งคาดว่า EBITDA Margin ของบริษัทจะอยู่ในช่วง 35%-40% อีกทั้งยังคาดว่าอัตรากำไรจากโครงการจ้างเหมาแบบเบ็ดเสร็จที่บริษัทได้งานเข้ามาใหม่จะอยู่ที่ระดับประมาณ 15%-20% ในช่วงเวลาเดียวกันอีกด้วย

ภาระหนี้จะค่อย ๆ ลดลง

บริษัทมีกระแสเงินสดเพื่อการชำระหนี้และภาระหนี้อยู่ในระดับที่ยอมรับได้ในมุมมองของทริสเรทติ้ง โดยในปี 2564 บริษัทมีอัตราส่วนหนี้สินทางการเงินต่อ EBITDA อยู่ที่ระดับ 4.6 เท่า รวมทั้งมีอัตราส่วนเงินทุนจากการดำเนินงานต่อหนี้สินทางการเงินอยู่ที่ระดับ 16.3% และมีอัตราส่วนหนี้สินทางการเงินต่อเงินทุนอยู่ที่ระดับ 62%

ในช่วง 3 ปีข้างหน้าทริสเรทติ้งคาดว่าระดับภาระหนี้สินทางการเงินของบริษัทจะค่อย ๆ ลดลง เนื่องจากบริษัทได้มีการติดตั้งโครงข่ายหลักครอบคลุมทั่วประเทศแล้ว ดังนั้น เงินลงทุนในอนาคตของบริษัทจึงเป็นไปเพื่อการเชื่อมต่อโครงข่ายไปยังลูกค้าปลายทางเป็นหลัก โดยทริสเรทติ้งคาดว่าเงินลงทุนโดยรวมของบริษัทจะอยู่ที่ประมาณ 1 พันล้านบาทในช่วงปี 2565-2567 และเมื่อพิจารณาจากกระแสเงินสดที่เติบโตขึ้น ทริสเรทติ้งจึงคาดว่าบริษัทจะใช้กระแสเงินสดจากการดำเนินงานเป็นเงินลงทุนในบางส่วน โดยทริสเรทติ้งคาดว่า EBITDA ของบริษัทจะอยู่ในช่วง 1-1.2 พันล้านบาทต่อปีในระยะเวลา 3 ปีข้างหน้า ทั้งนี้ ภายใต้สมมติฐานของทริสเรทติ้งคาดว่าอัตราส่วนหนี้สินทางการเงินที่ปรับปรุงแล้วต่อ EBITDA ของบริษัทจะอยู่ที่ระดับประมาณ 4.2 เท่าในปี 2565 และจะลดลงมาอยู่ที่ระดับประมาณ 3.5 เท่าในช่วงระหว่างปี 2566-2567 ในขณะที่อัตราส่วนเงินทุนจากการดำเนินงานต่อหนี้สินทางการเงินจะอยู่ในช่วง 17%-23% ในระหว่างปี 2565-2567

นอกจากนี้ บริษัทยังได้ออกใบสำคัญแสดงสิทธิ (Warrant) ชุดใหม่คือ ITEL-W3 และได้สำรองหุ้นใหม่ไว้สำหรับการใช้สิทธิในใบสำคัญแสดงสิทธิ ดังกล่าวอีกด้วย ซึ่งใบสำคัญแสดงสิทธิ ITEL-W3 จะหมดอายุในเดือนเมษายน 2566 ซึ่งหากผู้ถือใบสำคัญแสดงสิทธิมีการใช้สิทธิเพื่อซื้อหุ้นสามัญเพิ่มทุนก็จะช่วยทำให้ฐานทุนของบริษัทแข็งแกร่งยิ่งขึ้น ทั้งนี้ บริษัทคาดว่าจะใช้เงินที่ได้รับจากการใช้สิทธินี้ไปชำระหนี้ที่มีอยู่และใช้สนับสนุนการดำเนินงานของบริษัท

ณ เดือนธันวาคม 2564 บริษัทมีหนี้สินรวมทั้งสิ้นที่ระดับ 4 พันล้านบาท ซึ่งประมาณ 1.75 พันล้านบาทเป็นหนี้เงินกู้โครงการซึ่งมีการโอนสิทธิ์รับเงินไปที่เจ้าหนี้โครงการ (Project loans) และหนี้ที่มีหลักประกัน เนื่องจากบริษัทมีอัตราส่วนหนี้สินทางการเงินที่มีสิทธิ์ได้รับชำระก่อน (Priority Debt) ต่อหนี้ทั้งหมดของบริษัทอยู่ที่ระดับ 44% ซึ่งต่ำกว่าระดับ 50% ตามที่กำหนดไว้ใน ?เกณฑ์การจัดอันดับเครดิตตราสารหนี้? ของทริสเรทติ้ง ในการนี้ ทริสเรทติ้งจึงเห็นว่าเจ้าหนี้ที่ไม่มีหลักประกันของบริษัทไม่มีความเสียเปรียบอย่างมีนัยสำคัญในการเรียกร้องค่าทดแทนจากสินทรัพย์ของบริษัท

สภาพคล่องอยู่ในระดับที่บริหารจัดการได้

ทริสเรทติ้งประเมินว่าสภาพคล่องของบริษัทจะยังคงอยู่ในระดับที่บริหารจัดการได้ในช่วง 12 เดือนข้างหน้า ทั้งนี้ บริษัทมีแหล่งเงินทุนซึ่งประกอบไปด้วยเงินสดและรายการเทียบเท่าเงินสดจำนวน 275 ล้านบาท ณ เดือนธันวาคม 2564 รวมถึงวงเงินกู้จากธนาคารที่ยังไม่ได้เบิกใช้อีกเกือบ 1 พันล้านบาท และคาดว่าจะมีเงินทุนจากการดำเนินงานอีกประมาณ 750-800 ล้านบาทในช่วง 12 เดือนข้างหน้า นอกจากนี้ บริษัทยังคาดว่าจะได้รับเงินสดจำนวนประมาณ 750 ล้านบาทจากการขายสินทรัพย์ Data Center เข้าทรัสต์เพื่อการลงทุนในอสังหาริมทรัพย์ (Real Estate Investment Trust ? REIT) ในช่วงครึ่งแรกของปี 2565 นี้อีกด้วย

บริษัทจะใช้เงินทุนสำหรับการลงทุนที่จำนวน 300-400 ล้านบาทต่อปีและจะใช้สำหรับชำระหนี้สินทางการเงินที่จะครบกำหนด โดย ณ เดือนธันวาคม 2564 บริษัทมีภาระหนี้ระยะสั้นมูลค่า 2.25 พันล้านบาทซึ่งส่วนใหญ่เป็นหนี้เงินกู้โครงการที่จะต้องชำระคืนสถาบันการเงินเมื่อโครงการแล้วเสร็จ ทั้งนี้ เมื่อพิจารณาถึงความสามารถของบริษัทในการดำเนินโครงการและสถานะเครดิตของเจ้าของโครงการแล้ว ทริสเรทติ้งคาดว่าบริษัทจะได้วงเงินกู้ใหม่เพื่อทดแทนวงเงินกู้ระยะสั้นเดิมได้อย่างต่อเนื่อง ในขณะเดียวกัน บริษัทยังมีหนี้ระยะยาวที่จะครบกำหนดในปี 2565 อีกจำนวนประมาณ 524 ล้านบาทอีกด้วย

ข้อกำหนดทางการเงินที่บริษัทมีกับธนาคารระบุให้บริษัทต้องคงระดับอัตราส่วนหนี้สินทางการเงินที่มีภาระดอกเบี้ยต่อส่วนทุนไม่ให้เกิน 2.5 เท่าและอัตราส่วนความสามารถในการชำระหนี้ (Debt Service Coverage Ratio ? DSCR) มากกว่า 1.2 เท่า ทั้งนี้ ณ สิ้นปี 2564 บริษัทมีอัตราส่วนดังกล่าวอยู่ที่ระดับ 1.36 เท่าและ 1.53 เท่าตามลำดับ ในการนี้ ทริสเรทติ้งเชื่อว่าบริษัทจะยังคงสามารถปฏิบัติให้เป็นไปตามเงื่อนไขของข้อกำหนดทางการเงินดังกล่าวตลอดช่วงเวลาประมาณการได้

สมมติฐานกรณีพื้นฐาน

? รายได้จะอยู่ในช่วง 2.9-3.2 พันล้านบาทต่อปีในระยะเวลา 3 ปีข้างหน้า

? EBITDA Margin จะอยู่ที่ระดับ 35%-37% ในระหว่างปี 2565-2567

? เงินลงทุนโดยรวมจะอยู่ที่ประมาณ 1 พันล้านบาทในช่วง 3 ปีข้างหน้า

แนวโน้มอันดับเครดิต

แนวโน้มอันดับเครดิต ?Stable? หรือ ?คงที่? สะท้อนความคาดหวังของทริสเรทติ้งว่าบริษัทจะยังคงรักษาความสามารถในการแข่งขันและมีผลการดำเนินงานที่ดีในธุรกิจ Data Service รวมทั้งยังจะได้รับสัญญาโครงการจ้างเหมาแบบเบ็ดเสร็จใหม่ ๆ สำหรับธุรกิจ Installation อีกทั้งยังคาดว่าผลการดำเนินงานและระดับการก่อหนี้ของบริษัทจะยังคงสอดคล้องกับประมาณการของทริสเรทติ้งอีกด้วย

ปัจจัยที่อาจทำให้อันดับเครดิตเปลี่ยนแปลง

อันดับเครดิตอาจได้รับการปรับเพิ่มขึ้นหากผลการดำเนินงาน ตลอดจนกระแสเงินสด และสถานะทางการเงินของบริษัทและกลุ่ม ILINK ปรับตัวดีขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ ในทางตรงกันข้าม การปรับลดอันดับเครดิตอาจเกิดขึ้นได้หากผลการดำเนินงานของบริษัทและของกลุ่มถดถอยลงอย่างมาก ทั้งนี้ อันดับเครดิตของบริษัทอาจเปลี่ยนแปลงได้ด้วยเช่นกันในกรณีที่สถานะทางการเงินของ ILINK หรือสถานะของบริษัทที่มีต่อกลุ่มมีการเปลี่ยนแปลงไปอย่างมีนัยสำคัญ

เกณฑ์การจัดอันดับเครดิตที่เกี่ยวข้อง

- อัตราส่วนทางการเงินที่สำคัญและการปรับปรุงตัวเลขทางการเงินสำหรับธุรกิจทั่วไป, 11 มกราคม 2565

- เกณฑ์การจัดอันดับเครดิตตราสารหนี้, 15 มิถุนายน 2564

- เกณฑ์การจัดอันดับเครดิตกลุ่มธุรกิจ, 13 มกราคม 2564

- วิธีการจัดอันดับเครดิตธุรกิจทั่วไป, 26 กรกฎาคม 2562

บริษัท อินเตอร์ลิ้งค์ เทเลคอม จำกัด (มหาชน) (ITEL)

อันดับเครดิตองค์กร: BBB

แนวโน้มอันดับเครดิต: Stable

บริษัท ทริสเรทติ้ง จำกัด/ www.trisrating. com
ติดต่อ santaya@trisrating.com โทร. 0-2098-3000 อาคารสีลมคอมเพล็กซ์ ชั้น 24 191 ถ. สีลม กรุงเทพฯ 10500
? บริษัท ทริสเรทติ้ง จำกัด สงวนลิขสิทธิ์ พ.ศ. 2564 ห้ามมิให้บุคคลใด ใช้ เปิดเผย ทำสำเนาเผยแพร่ แจกจ่าย หรือเก็บไว้เพื่อใช้ในภายหลังเพื่อประโยชน์ใดๆ ซึ่งรายงานหรือข้อมูลการจัดอันดับเครดิต ไม่ว่าทั้งหมดหรือเพียงบางส่วน และไม่ว่าในรูปแบบ หรือลักษณะใดๆ หรือด้วยวิธีการใดๆ โดยที่ยังไม่ได้รับอนุญาตเป็นลายลักษณ์อักษรจาก บริษัท ทริสเรทติ้ง จำกัด ก่อน การจัดอันดับเครดิตนี้มิใช่คำแถลงข้อเท็จจริง หรือคำเสนอแนะให้ซื้อ ขาย หรือถือตราสารหนี้ใดๆ แต่เป็นเพียงความเห็นเกี่ยวกับความเสี่ยงหรือความน่าเชื่อถือของตราสารหนี้นั้นๆ หรือของบริษัทนั้นๆ โดยเฉพาะ ความเห็นที่ระบุในการจัดอันดับเครดิตนี้มิได้เป็นคำแนะนำเกี่ยวกับการลงทุน หรือคำแนะนำในลักษณะอื่นใด การจัดอันดับและข้อมูลที่ปรากฏในรายงานใดๆ ที่จัดทำ หรือพิมพ์เผยแพร่โดย บริษัท ทริสเรทติ้ง จำกัด ได้จัดทำขึ้นโดยมิได้คำนึงถึงความต้องการด้านการเงิน พฤติการณ์ ความรู้ และวัตถุประสงค์ของผู้รับข้อมูลรายใดรายหนึ่ง ดังนั้น ผู้รับข้อมูลควรประเมินความเหมาะสมของข้อมูลดังกล่าวก่อนตัดสินใจลงทุน บริษัท ทริสเรทติ้ง จำกัด ได้รับข้อมูลที่ใช้สำหรับการจัดอันดับเครดิตนี้จากบริษัทและแหล่งข้อมูลอื่นๆ ที่เชื่อว่าเชื่อถือได้ ดังนั้น บริษัท ทริสเรทติ้ง จำกัด จึงไม่รับประกันความถูกต้อง ความเพียงพอ หรือความครบถ้วนสมบูรณ์ของข้อมูลใดๆ ดังกล่าว และจะไม่รับผิดชอบต่อความสูญเสีย หรือความเสียหายใดๆ อันเกิดจากความไม่ถูกต้อง ความไม่เพียงพอ หรือความไม่ครบถ้วนสมบูรณ์นั้น และจะไม่รับผิดชอบต่อข้อผิดพลาด หรือการละเว้นผลที่ได้รับหรือการกระทำใดๆโดยอาศัยข้อมูลดังกล่าว

5
TH บวก 3.52% เทรดคึกคัก โบรกฯคาดธุรกิจ AMC หนุนกำไรปี 65 โตพุ่งกว่า 200%

ราคาหุ้น TH ล่าสุดบวก 3.52% มาอยู่ที่ 4.12 บาท เพิ่มขึ้น 0.14 บาท มูลค่าการซื้อขาย 96.42 ล้านบาท เมื่อเวลา 10.20 น.โดยเปิดตลาดที่ 4.08 บาท ปรับขึ้นสูงสุดที่ 4.16 บาท และต่ำสุดที่ 4.06 บาท

บล.ฟินันเซีย ไซรัส ระบุในบทวิเคราะห์ ยกหุ้น บมจ.ตงฮั้ว (TH) เป็นหุ้นเด่นวันนี้ โดยแนะนำ "ซื้อ" ราคาเป้าหมาย 5.10 บาท เนื่องจากมองว่าการที่บริษัทหันมารุกธุรกิจบริหารหนี้เสีย (AMC) ตั้งแต่ปลายปี 64 ชดเชยธุรกิจหนังสือพิมพ์ภาษาจีนที่ถูกDisrupt โดยเข้าประมูลหนี้ไม่มีหลักประกันมาแล้วกว่า 3 พันลบ. และเริ่มรับรู้รายได้ใน Q4/64 เป็นไตรมาสแรกหนุนกำไรเริ่มโตแรง

ขณะที่บริษัทตั้งเป้าประมูลหนี้ปีละ 6 พันลบ.ใน 3 ปีข้างหน้า คาดกำไรของ TH จะเติบโตอย่างร้อนแรง +250% Y-Y และ +69% Y-Y ในปี 65-66 หรือโตเฉลี่ย +44% CAGR

ทางเทคนิคให้แนวรับ 3.80 บาท แนวต้าน 4.30-4.40 บาท

6
แบงก์ชาติอังกฤษจี้ทั่วโลกกำหนดมาตรการควบคุมสินทรัพย์คริปโทฯ

ธนาคารกลางอังกฤษ (BoE) เรียกร้องให้หน่วยงานกำกับดูแลทั่วโลกเร่งกำหนดกรอบการใช้กฎระเบียบควบคุมสกุลเงินคริปโทเคอร์เรนซี เพื่อป้องกันไม่ให้สกุลเงินดังกล่าวส่งผลกระทบต่อเสถียรภาพด้านการเงินเป็นวงกว้าง

คณะกรรมาธิการด้านนโยบายการเงินของ BoE เปิดเผยรายงานการประชุมซึ่งมีขึ้นในวันที่ 9 และ 18 มี.ค. และมีการเผยแพร่เมื่อวานนี้ระบุว่า BoE ได้แนะนำว่า ควรเพิ่มบทบาทของเจ้าหน้าที่ฝ่ายกำกับดูแลตลาด และประสานงานกันมากขึ้น

BoE ระบุด้วยว่า นายแซม วู้ดส์ รองผู้ว่าการ BoE ได้ส่งจดหมายถึงธนาคารต่าง ๆ เพื่อเตือนว่า การดูแลสินทรัพย์คริปโทฯ ในระยะยาวนั้น ควรกำหนดกฎเกณฑ์ให้แตกต่างจากกรอบการทำงานในปัจจุบัน

ปัจจุบัน ขนาดของตลาดสินทรัพย์สกุลเงินคริปโทฯ เพิ่มขึ้นเป็น 1.7 ล้านล้านดอลลาร์ เมื่อเทียบกับเดือนม.ค. 2562 ที่มีมูลค่าเพียง 0.13 ล้านล้านดอลลาร์ ซึ่งทำให้เจ้าหน้าที่ฝ่ายกำกับดูแลหันมาจับตาอย่างใกล้ชิด

ทั้งนี้ คณะกรรมการฯ จะให้คำแนะนำแก่กระทรวงการคลังของอังกฤษเกี่ยวกับการควบคุมดูแลสินทรัพย์ประเภทดังกล่าวซึ่งมีการเติบโตเกินข้อกำหนดของสำนักงานกำกับตลาดการเงินของอังกฤษ (FCA)

"จำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องปรับปรุงกฎระเบียบและกรอบการบังคับใช้ทางกฎหมายทั้งภายในประเทศและทั่วโลก" คณะกรรมการ BOE กล่าว
รายงานดังกล่าวสะท้อนให้เห็นว่า BoE ยังคงกังวลเกี่ยวกับความปลอดภัยของคริปโทฯ โดยก่อนหน้านี้ นายจอน คันลิฟฟ์ รองประธานฝ่ายความมั่นคงทางการเงินของ BoE เตือนว่า สกุลเงินคริปโทฯ อาจก่อให้เกิดหายนะทางการเงินทั่วโลกเทียบเท่ากับวิกฤตสินเชื่อซับไพรม์ (Subprime Mortgage Crisis) หากไม่มีการกำกับดูแลอย่างเข้มงวด

นายคันลิฟฟ์อ้างว่า ตลาดสินทรัพย์คริปโทฯ มีอัตราการเติบโตคล้ายกับวิกฤตสินเชื่อซับไพรม์หรือวิกฤตแฮมเบอร์เกอร์ (Hamburger Crisis) ซึ่งมีมูลค่า 1.2 ล้านล้านดอลลาร์เมื่อปะทุขึ้นในสหรัฐในปี 2551

นายคันลิฟฟ์ยอมรับว่า รัฐบาลและหน่วยงานกำกับดูแลต้องใช้ความระมัดระวังเพื่อไม่ให้ดำเนินการเข้มงวดจนเกินไป หรือเหมารวมว่าแนวทางใหม่ ๆ นั้นอันตรายเกินไปทั้งหมดเพียงเพราะเป็นแนวทางที่แตกต่าง โดยเขาระบุว่า เทคโนโลยีคริปโทฯ สามารถพลิกโฉมบริการทางการเงินในปัจจุบันได้

"โลกของสกุลเงินคริปโตเริ่มเชื่อมต่อกับระบบการเงินแบบดั้งเดิมแล้ว ขณะนี้เราเริ่มเห็นว่ามีผู้เล่นที่มีความได้เปรียบเข้ามามีส่วนร่วมในตลาด และที่สำคัญคือ สิ่งนี้เกิดขึ้นในพื้นที่ที่ไร้การกำกับดูแลเป็นส่วนใหญ่" นายคันลิฟฟ์กล่าว

7
Krungsri Internet Banking Laos เปิดตัวบริการใหม่ ครั้งแรกของสถาบันการเงินไทย หนุนผู้ประกอบการชาวไทยให้ขยายธุรกิจสู่ สปป. ลาวได้สะดวกง่ายดายไร้รอยต่อ

กรุงศรี (ธนาคารกรุงศรีอยุธยา จำกัด (มหาชน)) สาขาเวียงจันทน์ สปป.ลาว ธนาคารสัญชาติไทยรายแรกและเป็นธนาคารไทยแห่งเดียวใน สปป. ลาว ที่ให้บริการ Internet Banking เปิดตัวบริการใหม่ของ Krungsri Internet Banking Laos พร้อมให้บริการลูกค้าประเภทนิติบุคคล ใน สปป. ลาว และผู้ประกอบการไทยที่สนใจขยายธุรกิจไปยัง สปป. ลาว แล้ววันนี้ ด้วยสามบริการใหม่ Bulk Transfer โอนเงินภายในบัญชีกรุงศรีได้แบบเรียลไทม์ถึง 200 บัญชีต่อครั้ง บริการโอนเงินภายในบัญชีล่วงหน้าแบบ cross currency และบริการจองอัตราแลกเปลี่ยนล่วงหน้า ต่อยอดกลยุทธ์เชื่อมต่ออาเซียนของกรุงศรี สู่การเป็นธนาคารที่หนึ่งในใจลูกค้า พร้อมเชื่อมโยงความต้องการของลูกค้าทั่วทั้งอาเซียน

Krungsri Internet Banking Laos หรือ KIBL คือช่องทางการให้บริการของธนาคารที่อำนวยความสะดวกให้แก่ลูกค้าของธนาคารกรุงศรีอยุธยาสาขาเวียงจันทน์ สปป. ลาว ประเภทนิติบุคคล ในการทำธุรกรรมทางด้านการเงินได้ด้วยตนเองผ่านระบบอินเตอร์เน็ตทั้งผ่านเว็บไซต์ รองรับการใช้งานบนเครื่องคอมพิวเตอร์ และแสดงข้อมูลในรูปแบบที่รองรับการใช้งานบนโทรศัพท์มือถือ รวมไปถึงรองรับการใช้งาน 3 ภาษาคือลาว ไทย และอังกฤษ โดยสามารถดูรายการเคลื่อนไหวในบัญชีแบบเรียลไทม์และย้อนหลังได้สูงสุด 3 เดือน ให้บริการโอนเงินทั้งในและต่างธนาคารทั้งภายในชื่อบัญชีเดียวกันและบัญชีบุคคลอื่น โอนจ่ายเงินเดือนสำหรับบัญชีภายในธนาคารกรุงศรี โอนเงินไปบัญชีคู่ค้าสำหรับบัญชีภายในธนาคารกรุงศรี โอนเงินไปยังต่างประเทศ (SWIFT) บริการเรียกดู FX Rate มอบหมายอำนาจการอนุมัติการทำธุรกรรมได้ออนไลน์ และล่าสุดเปิดตัวบริการใหม่ 3 บริการ ได้แก่ Bulk Transfer โอนเงินได้แบบเรียลไทม์ถึง 200 บัญชีกรุงศรีต่อครั้ง บริการโอนเงินภายในบัญชีล่วงหน้าแบบต่างสกุลเงินหรือ cross currency รองรับการทำรายการ 3 สกุลเงินคือ ลาวกีบ ไทยบาท และดอลลาร์สหรัฐ และบริการจองอัตราแลกเปลี่ยนล่วงหน้า ช่วยเพิ่มความสะดวกแก่ลูกค้า สามารถจองอัตราแลกเปลี่ยนบนออนไลน์จากที่ใดก็ได้ ไม่จำเป็นต้องเดินทางไปสาขา

นายไพโรจน์ ชื่นครุฑ ประธานคณะเจ้าหน้าที่ด้านกลยุทธ์และวางแผนธุรกิจองค์กร ธนาคารกรุงศรีอยุธยา จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า "กรุงศรีนับเป็นธนาคารไทยธนาคารแรกและเป็นธนาคารไทยแห่งเดียวใน สปป. ลาว ที่ให้บริการ Internet Banking โดยสามารถโอนเงินแบบ Bulk Transfer ภายในบัญชีธนาคารเดียวกัน บริการโอนเงินล่วงหน้าแบบ Cross Currency และบริการใหม่ล่าสุด การจองอัตราแลกเปลี่ยนล่วงหน้า โดยเรามุ่งหวังว่า บริการใหม่ใน KIBL นี้ จะช่วยอำนวยความสะดวกให้แก่ลูกค้าธุรกิจ โดยเฉพาะอย่างยิ่งช่วยตอบสนองความต้องการของลูกค้าธุรกิจในการเติบโตในต่างประเทศได้อย่างสะดวกสบาย ไร้รอยต่อมากยิ่งขึ้น ประกอบกับการเปิดตัวโครงการรถไฟความเร็วสูงจากนครคุนหมิง สาธารณรัฐประชาชนจีนที่มีปลายทางคือนครหลวงเวียงจันทน์ สปป. ลาว เมื่อเดือนพฤศจิกายน 2564 ที่ผ่านมา ก็จะมาช่วยเพิ่มโอกาสการขยายธุรกิจสู่ สปป. ลาวของผู้ประกอบการชาวไทยให้แข็งแกร่งยิ่งขึ้น โดยกรุงศรีพร้อมที่จะเป็นพันธมิตรของลูกค้าธุรกิจ ช่วยให้คำปรึกษาและให้บริการทางการเงินที่สามารถปรับเปลี่ยนได้ตามความต้องการของลูกค้าแต่ละราย เพื่อให้ลูกค้าของเราไปเติบโตได้ไกลในอาเซียน"

8
ดัชนีและภาวะตลาดหุ้น น้ำมัน ทองคำ และตลาดเงินต่างประเทศ ประจำวันที่ 24 มี.ค. 2565

-- ดัชนีดาวโจนส์ตลาดหุ้นนิวยอร์กปิดพุ่งขึ้นกว่า 300 จุดในวันพฤหัสบดี (24 มี.ค.) หลังจากราคาน้ำมันดิบชะลอตัวลง ซึ่งช่วยให้นักลงทุนคลายความกังวลเกี่ยวกับภาวะเงินเฟ้อ นอกจากนี้ ตลาดยังได้แรงหนุนจากข้อมูลเศรษฐกิจที่แข็งแกร่งของสหรัฐ ซึ่งรวมถึงตัวเลขผู้ขอรับสวัสดิการว่างงานที่ลดลงแตะระดับต่ำสุดในรอบกว่า 50 ปี

ดัชนีเฉลี่ยอุตสาหกรรมดาวโจนส์ปิดที่ 34,707.94 จุด เพิ่มขึ้น 349.44 จุด หรือ +1.02%, ดัชนี S&P500 ปิดที่ 4,520.16 จุด เพิ่มขึ้น 63.92 จุด หรือ +1.43% และดัชนี Nasdaq ปิดที่ 14,191.84 จุด เพิ่มขึ้น 269.23 จุด หรือ +1.93%

-- ตลาดหุ้นยุโรปปิดลดลงในวันพฤหัสบดี (24 มี.ค.) เนื่องจากนักลงทุนวิตกเกี่ยวกับสงครามในยูเครนที่ล่วงเข้าสู่เดือนที่ 2 แล้ว ขณะที่ชาติตะวันตกได้ตกลงกันที่จะเพิ่มการช่วยเหลือยูเครน และขยายมาตรการคว่ำบาตรต่อรัสเซียในการประชุมสุดยอดนัดพิเศษของนาโต

ดัชนี Stoxx Europe 600 ปิดที่ 453.07 จุด ลดลง 0.96 จุด หรือ -0.21%

ดัชนี CAC-40 ตลาดหุ้นฝรั่งเศสปิดที่ 6,555.77 จุด ลดลง 25.66 จุด หรือ -0.39%, ดัชนี DAX ตลาดหุ้นเยอรมนีปิดที่ 14,273.79 จุด ลดลง 9.86 จุด หรือ -0.07% และดัชนี FTSE 100 ตลาดหุ้นลอนดอนปิดที่ 7,467.38 จุด เพิ่มขึ้น 6.75 จุด หรือ +0.09%

-- ตลาดหุ้นลอนดอนปิดบวกในวันพฤหัสบดี (24 มี.ค.) โดยได้แรงหนุนจากหุ้นกลุ่มเฮลท์แคร์และกลุ่มสินค้าอุปโภคบริโภคที่ปรับตัวขึ้น แม้นักลงทุนยังคงวิตกเกี่ยวกับเงินเฟ้อ และผลกระทบจากสงครามในยูเครนก็ตาม

ดัชนี FTSE 100 ตลาดหุ้นลอนดอนปิดที่ 7,467.38 จุด เพิ่มขึ้น 6.75 จุด หรือ +0.09%

-- สัญญาน้ำมันดิบเวสต์เท็กซัส (WTI) ตลาดนิวยอร์กปิดลดลงกว่า 2% ในวันพฤหัสบดี (24 มี.ค.) หลังมีรายงานว่าสหภาพยุโรป (EU) ยังไม่สามารถตกลงกันได้เกี่ยวกับแผนการคว่ำบาตรน้ำมันของรัสเซีย รวมทั้งรายงานข่าวที่ว่า การส่งออกน้ำมันจากบริษัท แคสเปียน ไปป์ไลน์ คอนซอร์เทียม (CPC) ในคาซัคสถาน อาจจะเริ่มกลับมาดำเนินการได้บางส่วนในไม่ช้านี้

ทั้งนี้ สัญญาน้ำมันดิบ WTI ส่งมอบเดือนพ.ค. ลดลง 2.59 ดอลลาร์ หรือ 2.3% ปิดที่ 112.34 ดอลลาร์/บาร์เรล

สัญญาน้ำมันดิบเบรนท์ (BRENT) ส่งมอบเดือนพ.ค. ลดลง 2.57 ดอลลาร์ หรือ 2.1% ปิดที่ 119.03 ดอลลาร์/บาร์เรล

-- สัญญาทองคำตลาดนิวยอร์กปิดพุ่งขึ้นติดต่อกันเป็นวันที่ 2 ในวันพฤหัสบดี (24 มี.ค.) เนื่องจากนักลงทุนยังคงเดินหน้าซื้อทองคำในฐานะสินทรัพย์ปลอดภัย ท่ามกลางความกังวลเกี่ยวกับภาวะเงินเฟ้อ และผลกระทบของการทำสงครามระหว่างรัสเซียและยูเครน

สัญญาทองคำตลาด COMEX (Commodity Exchange) ส่งมอบเดือนเม.ย. เพิ่มขึ้น 24.9 ดอลลาร์ หรือ 1.29% ปิดที่ 1,962.2 ดอลลาร์/ออนซ์

สัญญาโลหะเงินส่งมอบเดือนพ.ค. เพิ่มขึ้น 73.1 เซนต์ หรือ 2.9% ปิดที่ 25.92 ดอลลาร์/ออนซ์

สัญญาพลาตินัมส่งมอบเดือนเม.ย. เพิ่มขึ้น 10.2 ดอลลาร์ หรือ 1% ปิดที่ 1,031.2 ดอลลาร์/ออนซ์

สัญญาพัลลาเดียมส่งมอบเดือนมิ.ย. เพิ่มขึ้น 11.30 ดอลลาร์ หรือ 0.5% ปิดที่ 2530.60 ดอลลาร์/ออนซ์

-- ดอลลาร์สหรัฐแข็งค่าเมื่อเทียบกับสกุลเงินหลัก ๆ ในการซื้อขายที่ตลาดปริวรรตเงินตรานิวยอร์กในวันพฤหัสบดี (24 มี.ค.) ขานรับการเปิดเผยตัวเลขเศรษฐกิจสหรัฐที่แข็งแกร่ง ซึ่งจะเป็นปัจจัยผลักดันให้ธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) เร่งปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย

ดัชนีดอลลาร์ซึ่งเป็นดัชนีวัดความเคลื่อนไหวของดอลลาร์เมื่อเทียบกับสกุลเงินหลัก 6 สกุลในตะกร้าเงิน เพิ่มขึ้น 0.17% แตะที่ 98.7890 เมื่อคืนนี้

ดอลลาร์สหรัฐแข็งค่าเมื่อเทียบกับเงินเยน ที่ระดับ 122.25 เยน จากระดับ 121.12 เยน แต่ดอลลาร์อ่อนค่าเมื่อเทียบกับฟรังก์สวิส ที่ระดับ 0.9303 ฟรังก์ จากระดับ 0.9307 ฟรังก์ และอ่อนค่าลงเมื่อเทียบกับดอลลาร์แคนาดา ที่ระดับ 1.2548 ดอลลาร์แคนาดา จากระดับ 1.2561 ดอลลาร์แคนาดา

ยูโรอ่อนค่าลงเมื่อเทียบกับดอลลาร์สหรัฐ ที่ระดับ 1.1004 ดอลลาร์ จากระดับ 1.1013 ดอลลาร์ ขณะที่เงินปอนด์อ่อนค่าลงแตะที่ระดับ 1.3182 ดอลลาร์ จากระดับ 1.3208 ดอลลาร์ ส่วนดอลลาร์ออสเตรเลียแข็งค่าขึ้นสู่ระดับ 0.7513 ดอลลาร์สหรัฐ จากระดับ 0.7508 ดอลลาร์สหรัฐ

ดัชนี DJIA ตลาดหุ้นนิวยอร์กปิดที่ 34,707.94 จุด เพิ่มขึ้น 349.44 จุด, +1.02%

ดัชนี S&P500 ตลาดหุ้นนิวยอร์กปิดที่ 4,520.16 จุด เพิ่มขึ้น 63.92 จุด, +1.43%

ดัชนี NASDAQ ตลาดหุ้นนิวยอร์กปิดที่ 14,191.84 จุด เพิ่มขึ้น 269.23 จุด, +1.93%

ดัชนี FTSE 100 ตลาดหุ้นลอนดอนปิดที่ 7,467.38 จุด เพิ่มขึ้น 6.75 จุด, +0.09%

ดัชนี CAC-40 ตลาดหุ้นฝรั่งเศสปิดที่ 6,555.77 จุด ลดลง 25.66 จุด, -0.39%

ดัชนี DAX ตลาดหุ้นเยอรมนีปิดที่ 14,273.79 จุด ลดลง 9.86 จุด, -0.07%

ดัชนี SENSEX ตลาดหุ้นอินเดียปิดที่ 57,595.68 จุด ลดลง 89.14 จุด, -0.15%

ดัชนี Jakarta Composite ตลาดหุ้นอินโดนีเซียปิดที่ 7,049.69 จุด เพิ่มขึ้น 53.57 จุด, +0.77%

ดัชนี FBMKLCI ตลาดหุ้นมาเลเซียปิดที่ 1,598.97 จุด เพิ่มขึ้น 1.09 จุด, +0.07%

ดัชนี PSE Composite ตลาดหุ้นฟิลิปปินส์ปิดที่ 7,082.61 จุด เพิ่มขึ้น 73.18 จุด, +1.04%

ดัชนี FTSE STI ตลาดหุ้นสิงคโปร์ปิดที่ 3,399.70 จุด เพิ่มขึ้น 35.44 จุด, +1.05%

ดัชนี HSI ตลาดหุ้นฮ่องกงปิดที่ 21,945.95 จุด ลดลง 208.13 จุด, -0.94%

ดัชนี SSE Composite ตลาดหุ้นจีนปิดที่ 3,250.26 จุด ลดลง 20.77 จุด, -0.63%

ดัชนี TAIEX ตลาดหุ้นไต้หวันปิดที่ 17,699.06 จุด ลดลง 32.31 จุด, -0.18%

ดัชนี KOSPI ตลาดหุ้นเกาหลีใต้ปิดที่ 2,729.66 จุด ลดลง 5.39 จุด, -0.20%

ดัชนี NIKKEI 225 ตลาดหุ้นญี่ปุ่นปิดที่ 28,110.39 จุด เพิ่มขึ้น 70.23 จุด, +0.25%

ดัชนี S&P/ASX 200 ตลาดหุ้นออสเตรเลียปิดที่ 7,387.10 จุด เพิ่มขึ้น 9.20 จุด, +0.12%

ดัชนี ALL ORDINARIES ตลาดหุ้นออสเตรเลียปิดที่ 7,669.00 จุด เพิ่มขึ้น 4.00 จุด, +0.05%

9
ตลาดหุ้นเอเชียปิดเช้าลบ กังวลเฟดเร่งขึ้นดอกเบี้ย-จับตาหารือตอบโต้รัสเซีย

ตลาดหุ้นเอเชียปิดภาคเช้าในแดนลบ ขณะที่นักลงทุนยังคงประเมินทิศทางการฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลก ทั้งจากการที่ธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) จะเร่งปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย รวมถึงความขัดแย้งระหว่างรัสเซียและยูเครน

ดัชนี NIKKEI 225 ตลาดหุ้นญี่ปุ่นปิดภาคเช้าที่ระดับ 28,062.18 จุด ลดลง 48.21 จุด หรือ -0.17%, ดัชนี HSI ตลาดหุ้นฮ่องกงปิดภาคเช้าที่ 21,590.25 จุด ร่วงลง 355.70 จุด หรือ -1.62% และดัชนี SSE Composite ตลาดหุ้นจีนปิดภาคเช้าที่ 3,235.04 จุด ลดลง 15.22 จุด หรือ -0.47%

ตลาดในภูมิภาคยังคงถูกกดดันจากแนวโน้มการเร่งปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยของธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) โดยนักลงทุนเพิ่มการคาดการณ์ที่ว่า เฟดจะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย 0.5% ในการประชุมครั้งต่อไปในเดือนพ.ค. หลังสหรัฐเปิดเผยตัวเลขเศรษฐกิจที่แข็งแกร่งเมื่อคืนนี้ รวมทั้งการแสดงความเห็นของเจ้าหน้าที่เฟดในช่วงที่ผ่านมา

ทั้งนี้ FedWatch Tool ของ CME Group บ่งชี้ว่า นักลงทุนให้น้ำหนัก 68.3% ที่เฟดจะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย 0.5% ในการประชุมวันที่ 3-4 พ.ค. เพิ่มขึ้นจากเดิมที่ระดับ 32.9% เมื่อสัปดาห์ที่แล้ว

นายเจอโรม พาวเวล ประธานเฟด ส่งสัญญาณเร่งปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย โดยระบุว่า อัตราเงินเฟ้ออยู่ในระดับสูงเกินไป ซึ่งหากจำเป็น เฟดจะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยมากกว่า 0.25% ในการประชุมหนึ่งครั้งหรือหลายครั้ง

ขณะที่นายคริสโตเฟอร์ วอลเลอร์ หนึ่งในผู้ว่าการเฟดกล่าวว่า เฟดอาจจำเป็นต้องปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย 0.50% จำนวน 1 ครั้งหรือมากกว่านั้นในปีนี้เพื่อสกัดเงินเฟ้อ ซึ่งสอดคล้องกับความเห็นของนายเจมส์ บูลลาร์ด ประธานเฟด สาขาเซนต์หลุยส์ ซึ่งกล่าวว่า เฟดควรปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย 12 ครั้งในปีนี้ เพื่อแสดงว่าเฟดมีความจริงจังในการต่อสู้กับเงินเฟ้อ โดยเงินเฟ้อที่พุ่งแตะระดับสูงสุดในรอบ 40 ปีกำลังส่งผลกระทบต่อประชาชน

นอกจากนี้ ตลาดยังจับตาการประชุมฉุกเฉินขององค์การสนธิสัญญาป้องกันแอตแลนติกเหนือ (นาโต) ซึ่งเปิดฉากขึ้นเมื่อวานนี้ เพื่อหามาตรการตอบโต้รัสเซียจากการที่ส่งกำลังทหารบุกโจมตียูเครน ขณะที่ประธานาธิบดีโจ ไบเดน ผู้นำสหรัฐ ได้เดินทางถึงกรุงบรัสเซลส์แล้ว และเข้าร่วมการประชุมสุดยอดของ 3 กลุ่ม ซึ่งได้แก่ การประชุมนาโต, การประชุมกลุ่มประเทศอุตสาหกรรมชั้นนำทั้ง 7 หรือ G7 และการประชุมสหภาพยุโรป (EU)

10
ดาวโจนส์เปิดแดนบวก คลายกังวลเงินเฟ้อ หลังราคาน้ำมันเริ่มมีเสถียรภาพ

ดัชนีดาวโจนส์เปิดแดนบวกในวันนี้ หลังราคาน้ำมันเริ่มมีเสถียรภาพในวันนี้ ซึ่งช่วยให้นักลงทุนคลายความวิตกเกี่ยวกับเงินเฟ้อ และการเร่งปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยของธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด)

นอกจากนี้ ตลาดยังได้แรงหนุนจากการที่สหรัฐเปิดเผยตัวเลขผู้ขอสวัสดิการว่างงานต่ำสุดในรอบกว่า 50 ปี

ณ เวลา 20.44 น.ตามเวลาไทย ดัชนีเฉลี่ยอุตสาหกรรมดาวโจนส์อยู่ที่ 34,419.94 จุด บวก 61.44 จุด หรือ 0.18%

ดัชนีดาวโจนส์ดิ่งลงกว่า 400 จุดวานนี้ เนื่องจากนักลงทุนกังวลว่าราคาน้ำมันที่พุ่งขึ้นอย่างต่อเนื่องจะทำให้เงินเฟ้อดีดตัวขึ้น และผลักดันให้เฟดเร่งปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย

ราคาน้ำมัน WTI, เบรนท์เริ่มมีเสถียรภาพในวันนี้ หลังสหรัฐเปิดเผยว่าการเจรจาข้อตกลงนิวเคลียร์อิหร่านมีความคืบหน้า ซึ่งจะปูทางให้อิหร่านกลับมาส่งออกน้ำมันในตลาด

นักลงทุนจับตาการประชุมฉุกเฉินขององค์การสนธิสัญญาป้องกันแอตแลนติกเหนือ (นาโต) ในวันนี้เพื่อหามาตรการตอบโต้รัสเซียจากการที่ส่งกำลังทหารบุกโจมตียูเครน

ประธานาธิบดีโจ ไบเดน ผู้นำสหรัฐ ได้เดินทางถึงกรุงบรัสเซลส์เมื่อวานนี้ เพื่อเข้าร่วมการประชุมสุดยอดของ 3 กลุ่มในวันนี้ ซึ่งได้แก่ การประชุมนาโต, การประชุมกลุ่มประเทศอุตสาหกรรมชั้นนำทั้ง 7 หรือ G7 และการประชุมสหภาพยุโรป (EU)

นอกจากนี้ ปธน.ไบเดนยังมีกำหนดเดินทางเยือนโปแลนด์ในวันพรุ่งนี้ ก่อนที่จะเดินทางกลับกรุงวอชิงตันในวันเสาร์

กระทรวงแรงงานสหรัฐเปิดเผยตัวเลขผู้ยื่นขอสวัสดิการว่างงานครั้งแรกลดลง 28,000 ราย สู่ระดับ 187,000 รายในสัปดาห์ที่แล้ว ซึ่งเป็นระดับต่ำสุดนับตั้งแต่เดือนก.ย.2512 และต่ำกว่าตัวเลขคาดการณ์ของนักวิเคราะห์ที่ระดับ 212,000 ราย

นอกจากนี้ ตัวเลขผู้ยื่นขอสวัสดิการว่างงานดังกล่าวต่ำกว่าระดับ 215,000 ราย ซึ่งเป็นค่าเฉลี่ยต่อสัปดาห์ในช่วงก่อนเกิดการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 ในสหรัฐ

ขณะเดียวกัน กระทรวงแรงงานสหรัฐรายงานว่า จำนวนชาวอเมริกันที่ยังคงขอรับสวัสดิการว่างงานต่อเนื่อง ลดลง 67,000 ราย สู่ระดับ 1.35 ล้านราย ซึ่งเป็นระดับต่ำสุดนับตั้งแต่เดือนม.ค.2513

11
โบรกฯ จับตาดีล SCB ซื้อ Bitkub เปลี่ยนหรือไม่รับความท้าทายเกณฑ์ใหม่ ธปท.

บทวิเคราะห์ของ บล.เคจีไอ (ประเทศไทย) ระบุว่า ดีลที่ธนาคารไทยพาณิชย์ (SCB) จะเข้าซื้อหุ้น 51% ใน Bitkub เริ่มไม่แน่นอนและมึความท้าทายมากขึ้น หลังจากธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ออกเกณฑ์จำกัดไม่ให้สถาบันการเงินลงทุนในสินทรัพย์ดิจิทัลเกินกว่า 3% ของเงินกองทุนฯ ซึ่งหากดีลล่มอาจจะทำให้หุ้น SCB ถูก de-rate เพราะในปัจจุบันราคาหุ้นมี premium จากหุ้นอื่นในกลุ่มอยู่ 15% โดยราคาเป้าหมายของเราใช้ P/BV แบบมี premium ที่ 1.2x จากการปรับองค์กรใหม่ ซึ่งรวม Bitkub ด้วย

เพื่อเกาะกระแสการเติบโตอย่างรวดเร็วของธุรกิจสินทรัพย์ดิจิทัล SCB ได้ตั้งบริษัทลูกขึ้นมาหลายบริษัทเพื่อเจาะธุรกิจสินทรัพย์ดิจิทัลนี้ อย่างเช่น ICO portal (ธุรกิจ underwriting), ดีลเลอร์ และตลาดกลางในการซื้อขายแลกเปลี่ยนสินทรัพย์ดิจิทัล โดยในส่วนของการลงทุนในสินทรัพย์ดิจิทัลทั้งธนาคาร บริษัทแม่ รวมถึงบริษัทลูกต่าง ๆ จะไม่ถือครองสินทรัพย์ดิจิทัลโดยตรง แต่จะเข้าไปเกี่ยวข้องกับธุรกิจนี้ในเชิงของโครงสร้างพื้นฐานสำหรับสินทรัพย์ดิจิทัล และเพื่อให้เป็นไปตามแผนระยะยาว SCB Securities (บริษัทลูกของ SCB) ได้เข้าทำสัญญาซื้อหุ้น 51% ของ Bitkub Online (ตลาดซื้อขายแลกเปลี่ยนสินทรัพย์ดิจิทัล) ที่ราคา 1.785 หมื่นล้านบาท โดยคาดว่าดีลจะได้ข้อสรุปภายใน Q2/65

ขณะที่กฎเกณฑ์ของทางการไม่เอื้อกับธุรกิจสินทรัพย์ดิจิทัล โดยธปท. เพิ่งออกเกณฑ์ในการคุมธุรกิจสินทรัพย์ดิจิทัลของธนาคารโดยอนุญาตให้ธนาคารลงทุนในสินทรัพย์ดิจิทัลได้ไม่เกิน 3% ของฐานเงินทุนธนาคาร โดยการลงทุนส่วนที่เกิน 3% จะถูกหักออกจากฐานเงินทุน ซึ่งจะทำให้ CAR ของธนาคารลดลง ทั้งนี้ เนื่องจากดีลซื้อ Bitkub มีมูลค่า 1.785 หมื่นล้านบาท คิดเป็น 4.3% ของฐานเงินทุน SCB (เกินเพดาน 3% ที่ธปท. กำหนด) ดีลนี้จึงทำให้เกิดความไม่แน่นอนขึ้น

ทั้งนี้ มองว่ามีหลาย scenario สำหรับดีล Bitkub การที่ ธปท. กำหนดเพดานการลงทุนในสินทรัพย์ดิจิทัลไว้ที่ 3% ของฐานเงินทุนธนาคาร เรามองว่ายังมีความไม่ชัดเจนว่าการลงทุนดังกล่าวหมายถึงเฉพาะการลงทุนในสินทรัพย์ดิจิทัลโดยตรงเท่านั้น หรือหมายรวมถึงโครงสร้างพื้นฐานของสินทรัพย์ดิจิทัลด้วย

ในกรณีเลวร้ายที่สุดที่ดีลซื้อ Bitkub ที่ราคา 1.785 หมื่นล้านบาทนับเป็นสินทรัพย์ดิจิทัลด้วย (เทียบกับฐานเงินทุนของ SCB ที่ 4.10 แสนล้านบาท) มูลค่าการลงทุนในดีลนี้ส่วนที่เกิน 3% ซึ่งจะถูกหักออกจากฐานเงินทุนของ SCB จะอยู่ที่ประมาณ 5.5 พันล้านบาท ดังนั้น ฐานเงินทุนที่ถูกปรับใหม่หลังดีล Bitkub จะอยู่ที่ประมาณ 4.04 แสนล้านบาท ซึ่งจะทำให้ CAR ลดลงไป 25 bps เหลือ 18.17% (จาก 18.42% ก่อนเข้าซื้อ Bitkub) ทั้งนี้ SCB อาจจะพิจารณาปรับลดราคาเข้าซื้อ Bitkub หรือยกเลิกดีลนี้ไปเลยก็ได้

ทั้งนี้ เมื่อประกอบกับความเสี่ยงด้านเศรษฐกิจมหภาคจากความไม่แน่นอนของปัจจัยภายนอก ถึงแม้เราจะยังคงคำแนะนำซื้อ SCB แต่เราแนะนำให้ซื้อเมื่อราคาย่อลงมาก่อน

แต่ในด้านของ บล.ดีบีเอส วิคเคอร์ส ยังแนะ"ถือ" SCB ให้ราคาพื้นฐาน 132.00 บาท โดยคาดว่า SCN จะซื้อ Bitkup ต่อได้ แม้มีเกณฑ์ใหม่ของ ธปท.มีข้อจำกัดในการลงทุนสินทรัพย์ดิจิทัล (DA) ไม่ให้เกิน 3% ของเงินกองทุน จึงทำให้มีการศึกษาเรื่องผลกระทบเงินกองทุนของธนาคารว่าจะกระทบเพียงใด และยังอยู่ในเกณฑ์หรือไม่ และที่สำคัญคือ ยังจะลงทุนต่อใน Bitkup ได้หรือไม่ ตามที่ได้วางแผนไว้ก่อนหน้า

ศึกษาส่วนประกอบการลงทุนใน Bitkup จะประกอบด้วน มูลค่าทางบัญชี และส่วนค่านิยม (Goodwill) จากผลการศึกษาเงินกองทุนต่อสินทรัพย์เสี่ยง (CET) ยังเป็นไปตามเกณฑ์ หากนำค่านิยมของ Bitkup ไปหักออกจากเงินกองทุนขั้นที่ 1 พบว่า CET1/Teir 1 จะลดลงเล็กน้อยจากระดับปกติที่ 17.60% และถือว่าสูงกว่าสัดส่วนขั้นต่ำที่ ธปท.กำหนดไว้ที่ 8.00% อยู่มาก ประเด็นนี้จึงผ่านไปได้

สำหรับเกณฑ์การลงทุน DA ไม่ให้เกิน 3% ของเงินกองทุนก็ผ่าน เนื่องจากเมื่อนำมูลค่าทางบัญชีของ Bitkup ข้างต้นมาเทียบกับเงินกองทุนทั้งหมดที่ราว 4.2 แสนล้านบาท ก็จะมีสัดส่วนที่ยังไม่เกิน 3% จึงคาดว่าจะไม่กระทบต่อแผนการลงทุน และไม่กระทบต่อราคาหุ้น SCB

ขณะที่ราคาหุ้น SCB ณ เวลา 10.13 น.อยู่ที่ 113.50 บาท ไม่เปลี่ยนแปลงจากวานนี้

12
หุ้นรัสเซียดีดตัววันนี้ หลังห้ามต่างชาติเทขาย ขณะรัฐอัดฉีด 1 หมื่นล้านดอลล์อุ้มตลาด

ดัชนี MOEX ตลาดหุ้นรัสเซียพุ่งขึ้นอย่างแข็งแกร่งในวันนี้ หลังจากเริ่มเปิดทำการซื้อขายวันนี้เป็นวันแรกนับตั้งแต่รัสเซียส่งกำลังทหารบุกโจมตียูเครนในเดือนที่แล้ว

ดัชนี MOEX พุ่งขึ้น 12% ในช่วงแรก ก่อนที่จะชะลอตัวลง และปรับตัวขึ้นเพียง 6.55% ณ เวลา 16.25 น.ตามเวลาไทย

ตลาดหุ้นรัสเซียเปิดทำการซื้อขายหุ้นของ 33 บริษัทจากทั้งหมด 50 บริษัทในช่วงเวลา 10.00-14.00 น.ตามเวลาท้องถิ่นในวันนี้ ซึ่งรวมถึงหุ้นของบริษัทรายใหญ่อย่างก๊าซพรอม และสเบอร์แบงก์

ก่อนหน้านี้ มีการคาดการณ์กันว่าตลาดหุ้นรัสเซียจะดิ่งลงอย่างหนัก หลังกลับมาเปิดการซื้อขายใหม่ในวันนี้ แต่ธนาคารกลางรัสเซียได้กำหนดข้อบังคับเพื่อป้องกันการทรุดตัวของตลาด โดยนักลงทุนจะไม่สามารถทำการขายชอร์ตหุ้นในตลาด และนักลงทุนต่างชาติจะไม่สามารถขายหุ้น หรือพันธบัตรรูเบิล OFZ ได้จนกว่าจะถึงวันที่ 1 เม.ย.

นอกจากนี้ รัฐบาลยังประกาศอัดฉีดเม็ดเงินจากกองทุนความมั่งคั่งของรัฐจำนวน 1 หมื่นล้านดอลลาร์เพื่อพยุงตลาด แต่ยังไม่มีการเปิดเผยว่ารัฐบาลรัสเซียใช้เม็ดเงินจำนวนเท่าใดจากกองทุนดังกล่าวในวันนี้

ตลาดหุ้นรัสเซียทรุดตัวลง 50% ในวันที่ 24 ก.พ. ซึ่งเป็นวันที่รัสเซียเริ่มโจมตียูเครน โดยนักลงทุนพากันเทขายหุ้นด้วยความตื่นตระหนก ขณะที่ธนาคารกลางรัสเซียสั่งระงับการซื้อขายหุ้นตั้งแต่วันที่ 25 ก.พ. ก่อนที่จะอนุญาตให้ตลาดเปิดทำการอีกครั้งในวันนี้ ซึ่งเป็นการปิดทำการซื้อขายยาวนานที่สุดในประวัติศาสตร์ตลาดหุ้นของรัสเซีย

13
ขาย 3,000,000 บาท
ติดต่อ โทร  081*911*7309 คุณติ๋ว

ขายคอนโด เดอะ ราชดำริ The rajdamri condo ซอยมหาดเล็กหลวง 2 ปทุมวัน กรุงเทพ


-ห้องแบบ studio ขนาด 45 ตร.ม ชั้น 7 จากทั้งหมด 29 ชั้น

The rajdamri condo  อยู่ซอยมหาดเล็กหลวง 2  ตรงข้ามโรงแรม หรรษา 

เป็นวิวมองเห็นสระว่ายน้ำ  ห้องสวย  พร้อมอยู่

ซอย มหาดเล็กหลวง 2 แขวง ลุมพินี เขตปทุมวัน กรุงเทพมหานคร 10330

-เดินทางทั้งรถไฟฟ้าและรถยนต์สะดวกมาก
-ใกล้ BTS ราชดำริแค่ 100 เมตร
-ตกแต่งเฟอร์นิเจอร์ครบชุด 
-ที่จอดรถ 1 คัน
-สถานที่ใกล้เคียงสามารถเดินไปออกกำลังกายที่สวนลุม  ใกล้ central world เกสร แพลตตินั่ม  พารากอน สยาม  สีลม  
-ใกล้โรงพยาบาลจุฬาและโรงพยาบาลตำรวจ
-Condo leasehold เหลือสัญญา 17 ปี

ขาย 3,000,000 บาท (net)(66666บาท/ตรมเท่านั้น) รวมทุกอย่าง
ขายถูกมาก อยากส่งต่อให้กับผู้ที่ได้ใช้ห้องจริงๆ 
เฉพาะผู้สนใจจริงๆ ติดต่อ โทร  0819117309 คุณติ๋ว
——————————————————————
For sale: ( The Rajdamri  )one of the finest locations in Bangkok
-closed to BTS Rajdamri only 100 m.
- Studio Size 45 sqm. 7th Floor.
-Fully furnished 
- swimming pool and fitness on 5th floor
Nearby Places :-
- Lumpini park, central world, Gaysorn   praza  , paragon ,Silom complex Chulalongkorn university  / C U Hospital / The Bangkok Christian Hospital / sathorn road / praram 4 road / sukumvit road
- Convenient store 7-11 around 50 m.

Leasehold  condo
Sale Only  3,000,000 Baht (net) = 66666/sqm 
Only those who are really interested
Inquiry Call : 0819117309 Tew

https://www.ddteedin.com/631652/





















14
รัสเซียเล็งรับบิตคอยน์จ่ายค่าน้ำมัน-ก๊าซ หลังถูกคว่ำบาตรรุนแรง

รัสเซียกำลังพิจารณารับชำระเงินค่าน้ำมันและก๊าซเป็นบิตคอยน์ เนื่องจากเผชิญการคว่ำบาตรที่รุนแรงมากขึ้นเรื่อย ๆ จากบรรดาประเทศตะวันตกจากกรณีที่เข้ารุกรานยูเครน

สำนักข่าวซีเอ็นบีซีได้เปิดเผยถ้อยแถลงของนายพาเวล ซาวัลนี ประธานคณะกรรมการด้านพลังงานของสภาผู้แทนราษฎรรัสเซียเมื่อวันพฤหัสบดี (24 มี.ค.) ว่า รัสเซียยินดีจะผ่อนปรนเกี่ยวกับทางเลือกในการชำระเงินค่าน้ำมันและก๊าซต่อมิตรประเทศ เช่น จีนหรือตุรกี

นายซาวัลนีกล่าวว่า รัสเซียกำลังพิจารณาใช้สกุลเงินของประเทศผู้ซื้อ รวมถึงบิตคอยน์ เพื่อเป็นทางเลือกในการชำระค่าพลังงานของรัสเซีย

"เราเสนอให้จีนเปลี่ยนมาซื้อขายพลังงานด้วยสกุลเงินรูเบิลและหยวนมานานแล้ว ส่วนตุรกีจะเป็นการซื้อขายด้วยสกุลเงินลีราและรูเบิล และคุณยังสามารถซื้อขายผ่านบิตคอยน์ด้วยเช่นกัน"
บิตคอยน์พุ่งเกือบ 4% ในช่วง 24 ชั่วโมงที่ผ่านมา แตะที่ประมาณ 44,000 ดอลลาร์ ทันทีที่มีการรายงานข่าวความเห็นของนายซาวัลนีเรื่องการใช้บิตคอยน์ซื้อพลังงานรัสเซีย

นอกจากนี้ นายซาวัลนียังได้ย้ำคำกล่าวของประธานาธิบดีวลาดิเมียร์ ปูตินเมื่อวันพุธ (23 มี.ค.) ว่า ประเทศที่ "ไม่เป็นมิตร" ต้องชำระค่าก๊าซด้วยเงินรูเบิล โดยคำประกาศของปธน.ปูตินส่งให้ราคาก๊าซในยุโรปพุ่งขึ้นจากความวิตกกังวลว่า ความเคลื่อนไหวดังกล่าวอาจทำให้วิกฤตพลังงานเผชิญแรงกดดันมากขึ้น

15
เยอรมนีออกโรงปฏิเสธที่จะจ่ายค่าก๊าซให้รัสเซียเป็นเงินรูเบิล
 
นายโอลาฟ โชลซ์ นายกรัฐมนตรีเยอรมนีปฏิเสธที่จะเปลี่ยนไปใช้สกุลเงินรูเบิลในการชำระค่าก๊าซธรรมชาติให้กับรัสเซียตามที่ประธานาธิบดีวลาดิเมียร์ ปูติน ผู้นำรัสเซียประกาศไว้

สำนักข่าวซินหัวรายงานว่า นายโชลซ์แถลงเรื่องดังกล่าวต่อสื่อมวลชน หลังจากร่วมประชุมกับผู้นำกลุ่มประเทศอุตสาหกรรมชั้นนำทั้ง 7 ชาติ (G7) ที่กรุงบรัสเซลส์ ประเทศเบลเยียม

นายโชลซ์กล่าวว่า สกุลเงินในการชำระเงินค่าก๊าซนั้นเป็นส่วนหนึ่งของสัญญาที่เกี่ยวข้อง โดยเขาแสดงความเห็นดังกล่าวหลังจากที่ปธน.ปูตินประกาศว่า รัสเซียจะยอมรับเฉพาะสกุลเงินรูเบิลเท่านั้นสำหรับการชำระค่าก๊าซธรรมชาติที่ส่งมอบให้กับบรรดาประเทศที่ไม่เป็นมิตรกับรัสเซีย

นายโชลซ์ระบุว่า ปกติแล้วการชำระเงินค่าก๊าซมักจะอยู่ในรูปของสกุลเงินยูโรหรือดอลลาร์ พร้อมเสริมว่า "ข้อตกลงและสนธิสัญญาส่วนใหญ่มีรายละเอียดที่ชัดเจนเกี่ยวกับสกุลเงินที่ใช้ในการชำระเงิน"

ทั้งนี้ ปธน.ปูตินกล่าวเมื่อวันพุธ (23 มี.ค.) ในระหว่างการประชุมกับคณะรัฐบาลผ่านวิดีโอลิงก์ว่า รัสเซียจะไม่ยอมรับสกุลเงินดอลลาร์สหรัฐหรือยูโร แต่จะยอมรับเฉพาะสกุลเงินรูเบิลสำหรับการชำระค่าก๊าซธรรมชาติที่ส่งให้แก่ "บรรดาประเทศที่ไม่เป็นมิตร" ของรัสเซีย ซึ่งรวมถึงสมาชิกของสหภาพยุโรป (EU) และสหรัฐ

หน้า: [1] 2 3 ... 78
ธงชายหาด