ดูหนังออนไลน์
บุคคลทั่วไป
บาคาร่า

mpkwin

บาคาร่า
บาคาร่า
ผลบอลสด
เว็บตรงออนไลน์
รับติดป้ายโฆษณา รับติดป้ายโฆษณา รับติดป้ายโฆษณา รับติดป้ายโฆษณา รับติดป้ายโฆษณา ตอกเสาเข็ม, ขายเสาเข็ม, ขายแผ่นพื้น, ปั้นจั่น, รับผลิตเสาเข็ม

รับติดป้ายโฆษณา ไนโตรเจนเหลว รับติดป้ายโฆษณา รับโปรโมทเว็บ, รับโฆษณาสินค้า รับติดป้ายโฆษณา รับรีโนเวท

ดาฟาเบท

Sbobet888 ทางเข้า Sbobet

บาคาร่า

บาคาร่า

คาสิโนออนไลน์

mpk

nexobet

usun

jokerfun88

fullhouse88

สล็อตเว็บตรง

mpkwin24h

betflik สล็อตเว็บตรง

สล็อตออนไลน์

เว็บตรงสล็อต อันดับ1

บาคาร่าเว็บครง

บาคาร่า888

9slot

บาคาร่า888

แสดงกระทู้

This section allows you to view all posts made by this member. Note that you can only see posts made in areas you currently have access to.


Topics - dsmol19

หน้า: [1] 2 3 ... 79
2
สหรัฐเรียกร้อง UN เพิ่มมาตรการคว่ำบาตรเกาหลีเหนือ หลังยิงขีปนาวุธข้ามทวีป

สหรัฐเรียกร้องในวันศุกร์ (25 มี.ค.) ให้นานาชาติเพิ่มมาตรการคว่ำบาตรเกาหลีเหนือ โดยกล่าวหาว่า เกาหลีเหนือได้กระทำการยั่วยุที่อันตรายเพิ่มขึ้นหลังทดสอบยิงขีปนาวุธข้ามทวีป

"สหรัฐเรียกร้องให้ประเทศสมาชิกทั้งหมดดำเนินการตามมติของคณะมนตรีความมั่นคงที่มีอยู่อย่างเต็มที่" นางลินดา โธมัส-กรีนฟิลด์ เอกอัครราชทูตสหรัฐประจำ UN กล่าวระหว่างการประชุมที่จัดขึ้นเพื่อหารือเกี่ยวกับเกาหลีเหนือ

"เนื่องจากการยั่วยุที่เป็นอันตรายมากขึ้นของเกาหลีเหนือ สหรัฐจะแนะนำให้ปรับปรุงมติของคณะมนตรีความมั่นคงฯ และเพิ่มความแข็งแกร่งของมาตรการคว่ำบาตรที่ได้บังคับใช้ในเดือนธ.ค. 2560" นางโธมัส กรีนฟิลด์กล่าว

"ในเวลานั้น คณะมนตรีฯ ลงมติว่า จะดำเนินการเพิ่มเติมในกรณีที่เกาหลีเหนือทำการยิงขีปนาวุธข้ามทวีป (ICBM) นี่คือสิ่งที่เกิดขึ้นแล้ว ดังนั้นจึงถึงเวลาที่จะต้องดำเนินการ" นางโธมัส-กรีนฟิลด์กล่าว

ทั้งนี้ เกาหลีเหนือได้ทดสอบยิงขีปนาวุธข้ามทวีปฮวาซอง-15 (Hwasong-15) เมื่อวันพฤหัสบดีที่ผ่านมา (24 มี.ค.) ซึ่งเป็นขีปนาวุธที่มีศักยภาพยิงได้ไกลถึงสหรัฐ

 

3
UNSC เตรียมจัดประชุมฉุกเฉินวันนี้หารือประเด็นเกาหลีเหนือยิงขีปนาวุธ

คณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติ (UNSC) เตรียมจัดการประชุมอย่างเป็นทางการในวันนี้ เพื่อหารือเกี่ยวกับกรณีที่เกาหลีเหนือทดสอบยิงขีปนาวุธข้ามทวีปเมื่อวานนี้ (24 มี.ค.)

สำนักข่าวยอนฮับรายงานว่า การประชุมดังกล่าวจะเริ่มขึ้นในเวลา 15.00 น.ของวันศุกร์ตามเวลาสหรัฐ

เกาหลีใต้วางแผนที่จะเข้าร่วมการประชุมดังกล่าวเพื่อแสดงจุดยืนในประเด็นเกาหลีเหนือด้วย แม้เกาหลีใต้ไม่ได้เป็นสมาชิกของ UNSC ก็ตาม

กระทรวงการต่างประเทศเกาหลีใต้ระบุว่า "เราวางแผนที่จะเข้าร่วมการประชุมที่จะเปิดฉากขึ้นในฐานะฝ่ายที่เกี่ยวข้อง และมีความสนใจโดยตรง"

รายงานระบุว่า สหรัฐและสมาชิกคณะมนตรีความมั่นคง 5 ประเทศรวมถึงอังกฤษและฝรั่งเศส ได้เรียกร้องให้มีการจัดประชุมฉุกเฉินของสมาชิก UNSC ทั้ง 15 ชาติ เพื่อหารือเกี่ยวกับประเด็นดังกล่าว

อนึ่ง เกาหลีเหนือได้ยิงขีปนาวุธข้ามทวีป (ICBM) ลงสู่น่านน้ำในเขตเศรษฐกิจพิเศษ ซึ่งอยู่นอกชายฝั่งจังหวัดอาโอโมริของญี่ปุ่นเมื่อเวลา 15.35 น.ตามเวลาท้องถิ่นเมื่อวานนี้ ซึ่งถือเป็นการละเมิดข้อตกลงระงับการทดสอบขีปนาวุธพิสัยไกลที่ทำไว้ตั้งแต่ปี 2560

 

4
ภาวะตลาดทองแดงนิวยอร์กทองแดงปิดลบ 0.7% เหตุดอลล์แข็งกดดันตลาด
 
สัญญาทองแดงตลาดนิวยอร์กปิดลบในวันพฤหัสบดี (24 มี.ค.) โดยตลาดถูกกดดันจากการแข็งค่าของสกุลเงินดอลลาร์ ซึ่งทำให้สัญญาทองแดงที่กำหนดราคาเป็นสกุลเงินดอลลาร์สหรัฐมีราคาแพงขึ้นและมีความน่าดึงดูดน้อยลงสำหรับนักลงทุนที่ถือเงินสกุลอื่น

สัญญาทองแดงตลาด COMEX (Commodity Exchange) ส่งมอบเดือนพ.ค. ลดลง 3.4 เซนต์ หรือ 0.7% ปิดที่ 4.743 ดอลลาร์/ปอนด์

ทั้งนี้ ดัชนีดอลลาร์ซึ่งเป็นดัชนีวัดความเคลื่อนไหวของดอลลาร์เมื่อเทียบกับสกุลเงินหลัก 6 สกุลในตะกร้าเงิน เพิ่มขึ้น 0.17% แตะที่ 98.7890 เมื่อคืนวันพฤหัสบดี

นาโตประกาศเพิ่มกำลังทหารในยุโรปตะวันออกรับมือรัสเซีย

นายเยนส์ สโตลเทนเบิร์ก เลขาธิการองค์การสนธิสัญญาป้องกันแอตแลนติกเหนือ (นาโต) กล่าวในการแถลงข่าวว่า นาโตจะเพิ่มกำลังทหารอีก 4 กลุ่มในยุโรปตะวันออก ซึ่งรวมถึงบัลแกเรีย ฮังการี โรมาเนีย และสโลวาเกีย เพื่อรับมือภัยคุกคามจากรัสเซีย

การเพิ่มกำลังทหารดังกล่าวจะทำให้นาโตมีกำลังทหารรวมเป็น 8 กลุ่ม ซึ่งจะประจำการทางตะวันออกของยุโรป นับตั้งแต่ทะเล.ติกจนถึงทะเลดำ

นอกจากนี้ นายสโตลเทนเบิร์กกล่าวว่า ผู้บัญชาการทหารระดับสูงของนาโตได้เตรียมการรับมือการโจมตีด้วยอาวุธเคมี อาวุธชีวภาพ รวมทั้งอาวุธเคมี และการแผ่รังสี

 

5
ทริสฯ จัดอันดับเครดิตองค์กร ITEL ที่ 'BBB' แนวโน้ม 'Stable'
 
ทริสเรทติ้งจัดอันดับเครดิตองค์กรของ บมจ.อินเตอร์ลิ้งค์ เทเลคอม (ITEL) ที่ระดับ 'BBB' ด้วยแนวโน้มอันดับเครดิต 'Stable' หรือ 'คงที่'

ทั้งนี้ อันดับเครดิตองค์กรของบริษัทเกิดจากองค์ประกอบระหว่างอันดับเครดิตเฉพาะ (Stand-alone Credit Profile ? SACP) ของบริษัทซึ่งอยู่ที่ระดับ'bbb' และสถานะของบริษัทในการเป็นบริษัทย่อยหลัก (Core Subsidiary) ของ บมจ. อินเตอร์ลิ้งค์ คอมมิวนิเคชั่น (ILINK) ตาม 'เกณฑ์การจัดอันดับเครดิตกลุ่มธุรกิจ' (Group Rating Methodology) ของทริสเรทติ้ง

โดยอันดับเครดิตสะท้อนถึงความสามารถในการแข่งขันที่แข็งแกร่งในการให้บริการวงจรสื่อสารข้อมูลผ่านโครงข่ายใยแก้วนำแสง ตลอดจนผลการดำเนินงานที่น่าพอใจ และฐานรายได้ประจำของบริษัทที่มีขนาดใหญ่ขึ้น อย่างไรก็ตาม อันดับเครดิตก็ถูกลดทอนบางส่วนจากความไม่แน่นอนและความผันผวนของธุรกิจโครงการจ้างเหมาแบบเบ็ดเสร็จ (Turnkey Project) และการแข่งขันที่รุนแรงในอุตสาหกรรมโทรคมนาคมด้วยเช่นกัน

ประเด็นสำคัญที่กำหนดอันดับเครดิต

ความสามารถในการแข่งขันที่แข็งแกร่งในการให้บริการสื่อสารข้อมูลผ่านโครงข่ายใยแก้วนำแสง บริษัทเป็นหนึ่งในผู้ให้บริการรายหลักในธุรกิจวงจรสื่อสารและการเชื่อมต่อข้อมูลผ่านโครงข่ายใยแก้วนำแสงในประเทศไทย โดยความได้เปรียบทางการแข่งขันของบริษัทมาจากการมีโครงข่ายใยแก้วนำแสงที่ครอบคลุมกว้างขวาง รวมถึงคุณภาพของเครือข่ายและการให้บริการที่ดี คณะผู้บริหารและวิศวกรที่มีประสบการณ์ และการมีความสัมพันธ์ที่ดีกับลูกค้า บริษัทติดตั้งโครงข่ายใยแก้วนำแสงซึ่งเป็นโครงสร้างพื้นฐานหลักตลอดแนวเส้นทางรถไฟและทางหลวงทั่วประเทศไทย และให้บริการเชื่อมต่อวงจรสื่อสารคุณภาพสูงแก่ลูกค้าด้วย ซึ่งจุดแข็งดังกล่าวทำให้บริษัทสามารถขยายฐานลูกค้าได้อย่างต่อเนื่องและเข้าร่วมในโครงการโทรคมนาคมของภาครัฐที่เกี่ยวเนื่องกับสายใยแก้วนำแสงหลากหลายโครงการ
ขยายฐานรายได้ประจำอย่างต่อเนื่อง รายได้จากธุรกิจให้บริการโครงข่ายวงจรสื่อสารข้อมูลความเร็วสูง (Data Service Business) และจากธุรกิจการให้บริการพื้นที่ศูนย์ข้อมูล (Data Center Business) ถือเป็นแหล่งที่มาของรายได้ประจำ (Recurring Income) ที่สำคัญของบริษัท โดยรายได้จากธุรกิจทั้ง 2 ประเภทนี้คิดเป็นสัดส่วนรวม 55% ของรายได้รวมของบริษัท ทั้งนี้ รายได้ประจำของบริษัทเพิ่มขึ้นเป็นเท่าตัวมาอยู่ที่ระดับ 1.4 พันล้านบาทในปี 2564 จากระดับ 600 ล้านบาทในปี 2560 ทริสเรทติ้งคาดว่ารายได้ประจำของบริษัทจะเติบโตต่อไปเนื่องจากบริษัทมีจุดแข็งที่สำคัญคือโครงข่ายใยแก้วนำแสงที่ครอบคลุมกว้างขวางและคุณภาพการให้บริการที่ดีซึ่งจะช่วยให้บริษัทเข้าถึงลูกค้าใหม่ ๆ ได้มากยิ่งขึ้นและสามารถชนะประมูลโครงการใหม่ ๆ
บริษัทมีผลการดำเนินงานที่ดีและสามารถคงสถานะทางการแข่งขันในตลาดให้บริการผ่านโครงข่ายใยแก้วนำแสงมาได้ ทั้งนี้ รายได้จากธุรกิจ Data Service ในช่วงปี 2559-2564 มีอัตราการเติบโตเฉลี่ยสะสมต่อปี (CAGR) ที่ระดับประมาณ 27% การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (โรคโควิด 19) ได้ทำให้บริษัทเอกชนและหน่วยงานภาครัฐหันมาให้ความสำคัญกับการนำเทคโนโลยีรวมถึงการเชื่อมต่อเครือข่ายมาใช้เพื่อปรับปรุงประสิทธิภาพของระบบการสื่อสารและขั้นตอนการทำงาน ซึ่งส่งผลให้มีอุปสงค์ในการใช้บริการสื่อสารข้อมูลเพิ่มสูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ โดยในปี 2564 บริษัทมีรายได้จากธุรกิจ Data Service ที่ระดับ 1.3 พันล้านบาท เพิ่มขึ้น 15% จากปี 2563 โดยมีปัจจัยขับเคลื่อนจากจำนวนลูกค้าที่เพิ่มขึ้นและรายได้ที่เพิ่มสูงขึ้นจากโครงการอินเทอร์เน็ตความเร็วสูงในพื้นที่ห่างไกล

ในขณะที่รายได้จากธุรกิจ Data Center นั้นค่อนข้างคงที่โดยอยู่ที่ระดับ 85-95 ล้านบาทต่อปีในช่วง 3 ปีที่ผ่านมาเนื่องจากลักษณะของสัญญาของลูกค้าส่วนมากที่เป็นสัญญาระยะยาว

รายได้โครงการมาจากโครงการจ้างเหมาแบบเบ็ดเสร็จ บริษัทได้ดำเนินธุรกิจให้บริการติดตั้งโครงข่ายโทรคมนาคม (Installation Business) ขนาดใหญ่โดยใช้ความเชี่ยวชาญในการให้บริการวงจรสื่อสารข้อมูลรวมทั้งการติดตั้งและซ่อมบำรุงสายเคเบิลใยแก้วนำแสงที่บริษัทมีมาพัฒนาต่อยอด โดยธุรกิจ Installation นั้นครอบคลุมทั้งการติดตั้งโครงข่ายสายเคเบิลใยแก้วนำแสง การให้บริการซ่อมบำรุง และโครงการที่เกี่ยวข้องกับเทคโนโลยีสารสนเทศ (Information Technology -- IT) เนื่องจากธุรกิจ Installation ส่วนใหญ่ของบริษัทเป็นลักษณะโครงการที่รายได้เกิดขึ้นตามความสำเร็จของโครงการ ดังนั้น รายได้จากธุรกิจนี้จึงมีความผันผวนสูงกว่ารายได้จากธุรกิจ Data Service และธุรกิจ Data Center โดยในปี 2564 บริษัทมีรายได้จากธุรกิจ Installation อยู่ที่ระดับ 1.1 พันล้านบาท เพิ่มขึ้นจากระดับ 800 ล้านบาทในปี 2563 ซึ่งคิดเป็นสัดส่วนประมาณ 44% ของรายได้รวมของบริษัท
ธุรกิจ Installation นั้นขึ้นอยู่กับโครงการภาครัฐซึ่งเกี่ยวข้องกับงบประมาณด้าน IT และการประมูลงานของหน่วยงานรัฐและรัฐวิสาหกิจ ทั้งนี้ โครงการ IT เหล่านี้มีแนวโน้มที่จะเกิดความล่าช้าในการดำเนินโครงการอันเนื่องมาจากสาเหตุและปัจจัยต่าง ๆ หลายประการ โดยการดำเนินงานมักประสบกับปัญหาต่าง ๆ เช่น ความล่าช้าในการก่อสร้างหรือในขั้นตอนการชำระเงินและบางครั้งก็ขาดความต่อเนื่องของงบประมาณด้าน IT ของหน่วยงานภาครัฐ อย่างไรก็ตาม ทริสเรทติ้งคาดว่ารัฐบาลไทยยังคงมีความพยายามที่จะยกระดับโครงสร้างพื้นฐานด้าน IT ของประเทศอย่างต่อเนื่องต่อไป เมื่อไม่นานมานี้ บริษัทได้ขยายงานสู่โครงการใหม่ ๆ ที่สร้างการเติบโตของรายได้ เช่น โครงการอากาศยานไร้คนขับ (Drone) และโครงการอุปกรณ์ต่อต้านอากาศยานไร้คนขับ (Anti Drone) รวมถึงโครงการที่เกี่ยวข้องกับความปลอดภัย เช่น การติดตั้งระบบกล้องวงจรปิด และโครงการเกี่ยวกับปัญญาประดิษฐ์และข้อมูลขนาดใหญ่ (Big Data) ทั้งนี้ เมื่อพิจารณาถึงจำนวนโครงการที่มีอยู่ในแผนและการขยายเข้าสู่โครงการใหม่ ๆ แล้ว ทริสเรทติ้งก็คาดว่าบริษัทจะสามารถรักษาระดับรายได้จากธุรกิจ Installation เอาไว้ได้

มูลค่างานที่ยังไม่ได้ส่งมอบช่วยสนับสนุนรายได้ ณ สิ้นปี 2564 บริษัทมีสัญญางานที่อยู่ระหว่างการพัฒนาที่ยังไม่ได้ส่งมอบ (Backlog) มูลค่ารวมเกือบ 3.5 พันล้านบาท ซึ่งในจำนวนนี้ประมาณ 70% เป็นงานในธุรกิจ Data Service และธุรกิจ Data Center ส่วนที่เหลือเป็นงานในธุรกิจ Installation และโครงการโทรคมนาคมอื่น ๆ โดยมูลค่างานในมือประมาณ 2 พันล้านบาทคาดว่าจะรับรู้เป็นรายได้ในปี 2565 และอีกประมาณ 1.5 พันล้านบาทจะรับรู้เป็นรายได้ในระหว่างปี 2566-2568 ในการนี้ ทริสเรทติ้งคาดว่าสัญญาให้บริการที่กำลังจะหมดอายุในช่วง 1-3 ปีข้างหน้าจะได้รับการต่อสัญญาต่อไป นอกจากนี้ บริษัทยังมีเป้าหมายที่จะเข้าประมูลงานโครงการภาครัฐเพิ่มเติมซึ่งจะทำให้บริษัทมี Backlog เพิ่มมากยิ่งขึ้นและจะช่วยสนับสนุนรายได้ในอนาคต
ภายใต้สมมติฐานของทริสเรทติ้งคาดว่าบริษัทจะมีรายได้อยู่ที่ 2.9-3.2 พันล้านบาทต่อปีในระหว่างปี 2565-2567 เมื่อพิจารณาจากอุปสงค์การเข้าถึงการเชื่อมต่อข้อมูลและอินเทอร์เน็ตที่เพิ่มสูงขึ้น ตลอดจนฐานลูกค้าที่มีขนาดใหญ่ขึ้น โครงการพัฒนาระบบ IT เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพของหน่วยงานทั้งภาครัฐและภาคเอกชนที่อยู่ในแผนดำเนินการ และโอกาสทางธุรกิจในอนาคต

ขยายสู่ธุรกิจออกแบบและติดตั้งระบบคอมพิวเตอร์ เมื่อไม่นานมานี้บริษัทได้ประกาศแผนในการขยายเข้าสู่ธุรกิจออกแบบและติดตั้งระบบคอมพิวเตอร์ (IT Solutions) ผ่านการซื้อกิจการของ บริษัท เวทเธอเรีย อี จำกัด ซึ่งถือหุ้นในสัดส่วน 51% ใน บริษัท บลู โซลูชั่น จำกัด ซึ่งบริษัทจะจ่ายชำระการทำธุรกรรมมูลค่ารวม 153 ล้านบาทดังกล่าวด้วยหุ้นสามัญเพิ่มทุนใหม่ของบริษัท
บริษัทบลู โซลูชั่น ประกอบธุรกิจจำหน่ายผลิตภัณฑ์ ระบบ IT และให้บริการแบบครบวงจรซึ่งรวมทั้งเครื่องมือและอุปกรณ์สำหรับบริษัทเอกชนและรัฐวิสาหกิจ โดยบริษัทมีรายได้ที่ระดับ 181 ล้านบาทในปี 2563 ทริสเรทติ้งคาดว่าการควบรวมกิจการในครั้งนี้จะทำให้เกิดการผสานพลังทางธุรกิจจากการประหยัดต้นทุนและการเพิ่มฐานรายได้เมื่อบริษัททำการควบรวมกิจการแล้วเสร็จและประสบความสำเร็จในการผสานธุรกิจภายหลังจากการควบรวม

มีความสามารถในการทำกำไรที่ดี การที่บริษัทมีความสามารถในการทำกำไรที่ดีนั้นเกิดจากการมีฐานรายได้ประจำที่เพิ่มสูงขึ้นและการควบคุมต้นทุนที่รอบคอบ ทั้งนี้ เนื่องจากต้นทุนการดำเนินงานของบริษัทส่วนใหญ่เป็นต้นทุนคงที่ ดังนั้น รายได้ที่เพิ่มขึ้นจะช่วยทำให้อัตรากำไรปรับตัวดีขึ้น โดยบริษัทมีอัตรากำไรก่อนดอกเบี้ยจ่าย ภาษี ค่าเสื่อมราคา และค่าตัดจำหน่าย (EBITDA Margin) เพิ่มขึ้นมาอยู่ที่ระดับ 40%-46% ในช่วงปี 2563-2564 จากระดับ 31%-37% ในอดีต
นอกจากนี้ บริษัทยังมีอัตรากำไรที่ดีในสายธุรกิจหลักแต่ละประเภทอีกด้วย โดย EBITDA Margin ในธุรกิจ Data Service อยู่ที่ระดับ 50%-60% ในช่วง 3 ปีที่ผ่านมา ในขณะที่ในธุรกิจ Data Center นั้นอยู่ที่ระดับ 50%-55% ส่วนธุรกิจ Installation นั้น บริษัทรักษาอัตรากำไรได้ที่ระดับประมาณ 15%-20%

ในช่วง 3 ปีข้างหน้าทริสเรทติ้งคาดว่าการเพิ่มขึ้นของรายได้ประจำรวมถึงความพยายามในการปรับปรุงการใช้สินทรัพย์ของบริษัทจะสามารถรองรับต้นทุนการดำเนินงานคงที่ที่อยู่ในระดับสูงได้และจะช่วยทำให้อัตรากำไรมีเสถียรภาพมากขึ้น นอกจากนี้ ทริสเรทติ้งยังคาดหวังว่าบริษัทจะบริหารจัดการต้นทุนของธุรกิจใหม่อย่างระมัดระวังโดยไม่ให้ส่งผลกระทบต่อความสามารถในการทำกำไรโดยรวม โดยในช่วงปี 2565-2567 ทริสเรทติ้งคาดว่า EBITDA Margin ของบริษัทจะอยู่ในช่วง 35%-40% อีกทั้งยังคาดว่าอัตรากำไรจากโครงการจ้างเหมาแบบเบ็ดเสร็จที่บริษัทได้งานเข้ามาใหม่จะอยู่ที่ระดับประมาณ 15%-20% ในช่วงเวลาเดียวกันอีกด้วย

ภาระหนี้จะค่อย ๆ ลดลง บริษัทมีกระแสเงินสดเพื่อการชำระหนี้และภาระหนี้อยู่ในระดับที่ยอมรับได้ในมุมมองของทริสเรทติ้ง โดยในปี 2564 บริษัทมีอัตราส่วนหนี้สินทางการเงินต่อ EBITDA อยู่ที่ระดับ 4.6 เท่า รวมทั้งมีอัตราส่วนเงินทุนจากการดำเนินงานต่อหนี้สินทางการเงินอยู่ที่ระดับ 16.3% และมีอัตราส่วนหนี้สินทางการเงินต่อเงินทุนอยู่ที่ระดับ 62%
ในช่วง 3 ปีข้างหน้าทริสเรทติ้งคาดว่าระดับภาระหนี้สินทางการเงินของบริษัทจะค่อย ๆ ลดลง เนื่องจากบริษัทได้มีการติดตั้งโครงข่ายหลักครอบคลุมทั่วประเทศแล้ว ดังนั้น เงินลงทุนในอนาคตของบริษัทจึงเป็นไปเพื่อการเชื่อมต่อโครงข่ายไปยังลูกค้าปลายทางเป็นหลัก โดยทริสเรทติ้งคาดว่าเงินลงทุนโดยรวมของบริษัทจะอยู่ที่ประมาณ 1 พันล้านบาทในช่วงปี 2565-2567 และเมื่อพิจารณาจากกระแสเงินสดที่เติบโตขึ้น ทริสเรทติ้งจึงคาดว่าบริษัทจะใช้กระแสเงินสดจากการดำเนินงานเป็นเงินลงทุนในบางส่วน โดยทริสเรทติ้งคาดว่า EBITDA ของบริษัทจะอยู่ในช่วง 1-1.2 พันล้านบาทต่อปีในระยะเวลา 3 ปีข้างหน้า ทั้งนี้ ภายใต้สมมติฐานของทริสเรทติ้งคาดว่าอัตราส่วนหนี้สินทางการเงินที่ปรับปรุงแล้วต่อ EBITDA ของบริษัทจะอยู่ที่ระดับประมาณ 4.2 เท่าในปี 2565 และจะลดลงมาอยู่ที่ระดับประมาณ 3.5 เท่าในช่วงระหว่างปี 2566-2567 ในขณะที่อัตราส่วนเงินทุนจากการดำเนินงานต่อหนี้สินทางการเงินจะอยู่ในช่วง 17%-23% ในระหว่างปี 2565-2567

นอกจากนี้ บริษัทยังได้ออกใบสำคัญแสดงสิทธิ (Warrant) ชุดใหม่คือ ITEL-W3 และได้สำรองหุ้นใหม่ไว้สำหรับการใช้สิทธิในใบสำคัญแสดงสิทธิ ดังกล่าวอีกด้วย ซึ่งใบสำคัญแสดงสิทธิ ITEL-W3 จะหมดอายุในเดือนเมษายน 2566 ซึ่งหากผู้ถือใบสำคัญแสดงสิทธิมีการใช้สิทธิเพื่อซื้อหุ้นสามัญเพิ่มทุนก็จะช่วยทำให้ฐานทุนของบริษัทแข็งแกร่งยิ่งขึ้น ทั้งนี้ บริษัทคาดว่าจะใช้เงินที่ได้รับจากการใช้สิทธินี้ไปชำระหนี้ที่มีอยู่และใช้สนับสนุนการดำเนินงานของบริษัท

ณ เดือนธันวาคม 2564 บริษัทมีหนี้สินรวมทั้งสิ้นที่ระดับ 4 พันล้านบาท ซึ่งประมาณ 1.75 พันล้านบาทเป็นหนี้เงินกู้โครงการซึ่งมีการโอนสิทธิ์รับเงินไปที่เจ้าหนี้โครงการ (Project loans) และหนี้ที่มีหลักประกัน เนื่องจากบริษัทมีอัตราส่วนหนี้สินทางการเงินที่มีสิทธิ์ได้รับชำระก่อน (Priority Debt) ต่อหนี้ทั้งหมดของบริษัทอยู่ที่ระดับ 44% ซึ่งต่ำกว่าระดับ 50% ตามที่กำหนดไว้ใน 'เกณฑ์การจัดอันดับเครดิตตราสารหนี้' ของทริสเรทติ้ง ในการนี้ ทริสเรทติ้งจึงเห็นว่าเจ้าหนี้ที่ไม่มีหลักประกันของบริษัทไม่มีความเสียเปรียบอย่างมีนัยสำคัญในการเรียกร้องค่าทดแทนจากสินทรัพย์ของบริษัท

สภาพคล่องอยู่ในระดับที่บริหารจัดการได้ ทริสเรทติ้งประเมินว่าสภาพคล่องของบริษัทจะยังคงอยู่ในระดับที่บริหารจัดการได้ในช่วง 12 เดือนข้างหน้า ทั้งนี้ บริษัทมีแหล่งเงินทุนซึ่งประกอบไปด้วยเงินสดและรายการเทียบเท่าเงินสดจำนวน 275 ล้านบาท ณ เดือนธันวาคม 2564 รวมถึงวงเงินกู้จากธนาคารที่ยังไม่ได้เบิกใช้อีกเกือบ 1 พันล้านบาท และคาดว่าจะมีเงินทุนจากการดำเนินงานอีกประมาณ 750-800 ล้านบาทในช่วง 12 เดือนข้างหน้า นอกจากนี้ บริษัทยังคาดว่าจะได้รับเงินสดจำนวนประมาณ 750 ล้านบาทจากการขายสินทรัพย์ Data Center เข้าทรัสต์เพื่อการลงทุนในอสังหาริมทรัพย์ (Real Estate Investment Trust ? REIT) ในช่วงครึ่งแรกของปี 2565 นี้อีกด้วย
บริษัทจะใช้เงินทุนสำหรับการลงทุนที่จำนวน 300-400 ล้านบาทต่อปีและจะใช้สำหรับชำระหนี้สินทางการเงินที่จะครบกำหนด โดย ณ เดือนธันวาคม 2564 บริษัทมีภาระหนี้ระยะสั้นมูลค่า 2.25 พันล้านบาทซึ่งส่วนใหญ่เป็นหนี้เงินกู้โครงการที่จะต้องชำระคืนสถาบันการเงินเมื่อโครงการแล้วเสร็จ ทั้งนี้ เมื่อพิจารณาถึงความสามารถของบริษัทในการดำเนินโครงการและสถานะเครดิตของเจ้าของโครงการแล้ว ทริสเรทติ้งคาดว่าบริษัทจะได้วงเงินกู้ใหม่เพื่อทดแทนวงเงินกู้ระยะสั้นเดิมได้อย่างต่อเนื่อง ในขณะเดียวกัน บริษัทยังมีหนี้ระยะยาวที่จะครบกำหนดในปี 2565 อีกจำนวนประมาณ 524 ล้านบาทอีกด้วย

ข้อกำหนดทางการเงินที่บริษัทมีกับธนาคารระบุให้บริษัทต้องคงระดับอัตราส่วนหนี้สินทางการเงินที่มีภาระดอกเบี้ยต่อส่วนทุนไม่ให้เกิน 2.5 เท่าและอัตราส่วนความสามารถในการชำระหนี้ (Debt Service Coverage Ratio ? DSCR) มากกว่า 1.2 เท่า ทั้งนี้ ณ สิ้นปี 2564 บริษัทมีอัตราส่วนดังกล่าวอยู่ที่ระดับ 1.36 เท่าและ 1.53 เท่าตามลำดับ ในการนี้ ทริสเรทติ้งเชื่อว่าบริษัทจะยังคงสามารถปฏิบัติให้เป็นไปตามเงื่อนไขของข้อกำหนดทางการเงินดังกล่าวตลอดช่วงเวลาประมาณการได้

สมมติฐานกรณีพื้นฐาน

รายได้จะอยู่ในช่วง 2.9-3.2 พันล้านบาทต่อปีในระยะเวลา 3 ปีข้างหน้า
EBITDA Margin จะอยู่ที่ระดับ 35%-37% ในระหว่างปี 2565-2567
เงินลงทุนโดยรวมจะอยู่ที่ประมาณ 1 พันล้านบาทในช่วง 3 ปีข้างหน้า
แนวโน้มอันดับเครดิต 'Stable' หรือ 'คงที่' สะท้อนความคาดหวังของทริสเรทติ้งว่าบริษัทจะยังคงรักษาความสามารถในการแข่งขันและมีผลการดำเนินงานที่ดีในธุรกิจ Data Service รวมทั้งยังจะได้รับสัญญาโครงการจ้างเหมาแบบเบ็ดเสร็จใหม่ ๆ สำหรับธุรกิจ Installation อีกทั้งยังคาดว่าผลการดำเนินงานและระดับการก่อหนี้ของบริษัทจะยังคงสอดคล้องกับประมาณการของทริสเรทติ้งอีกด้วย

ปัจจัยที่อาจทำให้อันดับเครดิตเปลี่ยนแปลง อันดับเครดิตอาจได้รับการปรับเพิ่มขึ้นหากผลการดำเนินงาน ตลอดจนกระแสเงินสด และสถานะทางการเงินของบริษัทและกลุ่ม ILINK ปรับตัวดีขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ ในทางตรงกันข้าม การปรับลดอันดับเครดิตอาจเกิดขึ้นได้หากผลการดำเนินงานของบริษัทและของกลุ่มถดถอยลงอย่างมาก ทั้งนี้ อันดับเครดิตของบริษัทอาจเปลี่ยนแปลงได้ด้วยเช่นกันในกรณีที่สถานะทางการเงินของ ILINK หรือสถานะของบริษัทที่มีต่อกลุ่มมีการเปลี่ยนแปลงไปอย่างมีนัยสำคัญ

6
'ตาชำนิ หรือ CEYE' ชวนนักลงทุนร่วมรับฟัง IPO Roadshow 31 มีนาคมนี้ ชูหนึ่งในผู้นำครีเอทีฟ-คอนเทนต์โฆษณา มาตรฐานระดับ International Standard

นับเป็นการเดินหน้ายกระดับอุตสาหกรรมครีเอทีฟคอนเทนต์โฆษณา เมื่อเห็นชื่อบิ๊กเนมอย่างบริษัท ตาชำนิ จำกัด (มหาชน) หรือ CEYE กางแผนเติบโตในฐานะผู้คร่ำหวอดในวงการโปรดักชั่นโฆษณา ที่ได้รับการยอมรับมาตรฐานระดับ International Standard เดินหน้าเข้ามาระดมทุน เสนอขาย IPO 70 ล้านหุ้น เข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ เอ็ม เอ ไอ (mai)

งานนี้ เปิดเวทีให้ นางสาวสุวรรณี สุวรรณแสงโรจน์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ และ นายยุทธนา โรจนวนิช ผู้อำนวยการฝ่ายบัญชีและการเงิน มานำเสนอข้อมูลสรุปการเสนอขายหุ้นสามัญเพิ่มทุนที่จะจำหน่ายให้กับประชาชนทั่วไปเป็นครั้งแรก (IPO) โชว์วิสัยทัศน์การเติบโตในธุรกิจบริการผลิตภาพนิ่ง และภาพเคลื่อนไหวสำหรับสื่อโฆษณา รวมทั้ง ครอบคลุมบริการตกแต่งภาพด้วยคอมพิวเตอร์ บริการให้เช่าสตูดิโอ พ่วงด้วยออนไลน์มีเดียที่กำลังมาแรง และพร้อมบุกตลาด CLMV เดินหน้าทรานส์ฟอร์มองค์กรสู่ผู้นำด้านครีเอทีฟคอนเทนต์โฆษณา แบบ One stop services creative and production solution รับเทรนด์โฆษณายุคใหม่ การันตีด้วยความเชื่อมั่นกว่า 30 ปี โดยมี นายเอกจักร บัวหภักดี กรรมการผู้จัดการ บริษัท แคปปิตอล วัน พาร์ทเนอร์ จำกัด ร่วมให้ข้อมูลในฐานะที่ปรึกษาทางการเงิน

7
ไร่ละ 3.8 ล้าน ต่อรองได้
ติดต่อ 094*904*8524
ติดต่อ 091*192*9229
เจ้าของ

ขายที่ดิน พร้อมธุกิจหมู่บ้านจัดสรร ซอยมาบยางพร 28 อ.ปลวกแดง จ.ระยอง


-ที่ดินแบ่งแบงไว้ 5 แปลงพื้นที่รวม 11.5 ไร่

ไร่ละ 3.8 ล้าน ต่อรองได้

ซอยมาบยางพร 28 ต.ปลวกแดง อ.ปลวกแดง จ.ระยอง

-แบ่งยื่นจัดสรรเป็นจัดสรรขนาดเล็กได้
-พร้อมทำธุระกิจหมู่บ้านต่อได้เลย
-ขึ้นผังโครงการไว้แล้ว
-มีแบบบ้านทางเฮ้าส์ 1 ชั้น  และ 2 ชั้น
-ทำเลดีมาก ด้านหน้าโครงการมีตลาดใหญ่
-หน้าโครงการมีเซเว่น ชุมชนเดินทางสดวก
-ใกล้แหล่งกลุ่มลูกค้า นิคมอุตสาหกรรมอีสเทิ่นซีบอร์ด
-ใกล้ตลาดสะพานสี่ 
-ไฟฟ้าปะปา ผ่านที่ดินเรียบร้อยไม่ต้องขยายเขต

ติดต่อ 0949048524
ติดต่อ 0911929229





























8
ภาวะตลาดหุ้นไทยแนวโน้มดัชนีเช้าแกว่งไซด์เวย์ตามภูมิภาคไร้ปัจจัยใหม่-ราคาน้ำมันอ่อนตัว

นายกิติชาญ ศิริสุขอาชา ผู้อำนวยการอาวุโสฝ่ายวิเคราะห์หลักทรัพย์รายย่อย บล.ซีจีเอส-ซีไอเอ็มบี(ประเทศไทย) กล่าวว่า ตลาดหุ้นไทยเช้านี้แกว่งไซด์เวย์อาจผันผวนทั้งในแดนบวกและลบ เป็นไปตามตลาดหุ้นอื่นในภูมิภาคเอเชีย หลังจากยังไร้ปัจจัยใหม่เข้ามาหนุน ขณะที่ตลาดหุ้นสหรัฐปรับตัวขึ้นได้ส่วนหนึ่งมาจากตัวเลขเศรษฐกิจออกมาดี ทั้งดัชนีผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อ (PMI) และตัวเลขผู้ขอสวัสดิการว่างงานออกมาต่ำสุดนับตั้งแต่เดือน ก.ย.2512 เป็นปัจจัยหนุนสำคัญ

ส่วนบ้านเราคาดเคลื่อนไหวสลับบวก-ลบ เนื่องจากราคาน้ำมันดิบปรับตัวลงหลังสหภาพยุโรป (EU) ยังไม่สามารถตกลงกันได้เกี่ยวกับแผนการคว่ำบาตรน้ำมันของรัสเซีย จึงคาดว่าจะมีแรงขายในฝั่งของพลังงานต้นน้ำ แต่อาจมีแรงซื้อเข้ามาในกลุ่มโรงกลั่นแทน เช่น TOP, SPRC เป็นต้น เนื่องจากได้รับปัจจัยบวกจากค่าการกลั่นที่ปรับตัวขึ้น 17.53 ดอลลาร์/บาร์เรล สูงสุดในรอบกว่า 10 ปี

แนะนักลงทุนให้ติดตามสถานการณ์ความไม่แน่นอนของรัสเซียและยูเครนอย่างต่อเนื่อง และทิศทางการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยของธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ในการประชุมเดือนพ.ค. คาดปรับขึ้น 0.5% และงบการดำเนินงานในไตรมาส 1/65 ของบริษัทจดทะเบียนไตรมาส 1/65 ที่จะเริ่มทยอยประกาศหลังเทศกาลสงกรานต์เป็นต้นไป

ให้แนวรับไว้ที่ 1,670 และ 1,675 จุด ส่วนแนวต่าน 1,686 และ 1,690 จุด

9
ดาวโจนส์พุ่งไม่หยุด ล่าสุดทะยานเกือบ 200 จุด ขานรับราคาน้ำมันปรับตัวลง

ดัชนีดาวโจนส์ดีดตัวขึ้นอย่างต่อเนื่องในวันนี้ ล่าสุดพุ่งขึ้นเกือบ 200 จุด หลังราคาน้ำมันเริ่มปรับตัวลง ซึ่งช่วยให้นักลงทุนคลายความวิตกเกี่ยวกับเงินเฟ้อ และการเร่งปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยของธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด)

นอกจากนี้ ตลาดยังได้แรงหนุนจากการที่สหรัฐเปิดเผยตัวเลขผู้ขอสวัสดิการว่างงานต่ำสุดในรอบกว่า 50 ปี รวมทั้งดัชนีผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อ (PMI) รวมภาคการผลิตและภาคบริการเบื้องต้นของสหรัฐ ที่พุ่งขึ้นสูงสุดในรอบ 8 เดือน

ณ เวลา 21.37 น.ตามเวลาไทย ดัชนีเฉลี่ยอุตสาหกรรมดาวโจนส์อยู่ที่ 34,547.14 จุด บวก 188.64 จุด หรือ 0.55%

ดัชนีดาวโจนส์ดิ่งลงกว่า 400 จุดวานนี้ เนื่องจากนักลงทุนกังวลว่าราคาน้ำมันที่พุ่งขึ้นอย่างต่อเนื่องจะทำให้เงินเฟ้อดีดตัวขึ้น และผลักดันให้เฟดเร่งปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย

ราคาน้ำมัน WTI, เบรนท์เริ่มมีเสถียรภาพในวันนี้ โดยล่าสุด สัญญาล่วงหน้า WTI หลุดระดับ 113 ดอลลาร์ และราคาน้ำมันดิบเบรนท์ใกล้หลุด 119 ดอลลาร์ หลังสหรัฐเปิดเผยว่าการเจรจาข้อตกลงนิวเคลียร์อิหร่านมีความคืบหน้า ซึ่งจะปูทางให้อิหร่านกลับมาส่งออกน้ำมันในตลาด

นักลงทุนจับตาการประชุมฉุกเฉินขององค์การสนธิสัญญาป้องกันแอตแลนติกเหนือ (นาโต) ในวันนี้เพื่อหามาตรการตอบโต้รัสเซียจากการที่ส่งกำลังทหารบุกโจมตียูเครน

ประธานาธิบดีโจ ไบเดน ผู้นำสหรัฐ ได้เดินทางถึงกรุงบรัสเซลส์เมื่อวานนี้ เพื่อเข้าร่วมการประชุมสุดยอดของ 3 กลุ่มในวันนี้ ซึ่งได้แก่ การประชุมนาโต, การประชุมกลุ่มประเทศอุตสาหกรรมชั้นนำทั้ง 7 หรือ G7 และการประชุมสหภาพยุโรป (EU)

นอกจากนี้ ปธน.ไบเดนยังมีกำหนดเดินทางเยือนโปแลนด์ในวันพรุ่งนี้ ก่อนที่จะเดินทางกลับกรุงวอชิงตันในวันเสาร์

กระทรวงแรงงานสหรัฐเปิดเผยตัวเลขผู้ยื่นขอสวัสดิการว่างงานครั้งแรกลดลง 28,000 ราย สู่ระดับ 187,000 รายในสัปดาห์ที่แล้ว ซึ่งเป็นระดับต่ำสุดนับตั้งแต่เดือนก.ย.2512 และต่ำกว่าตัวเลขคาดการณ์ของนักวิเคราะห์ที่ระดับ 212,000 ราย

นอกจากนี้ ตัวเลขผู้ยื่นขอสวัสดิการว่างงานดังกล่าวต่ำกว่าระดับ 215,000 ราย ซึ่งเป็นค่าเฉลี่ยต่อสัปดาห์ในช่วงก่อนเกิดการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 ในสหรัฐ

ขณะเดียวกัน กระทรวงแรงงานสหรัฐรายงานว่า จำนวนชาวอเมริกันที่ยังคงขอรับสวัสดิการว่างงานต่อเนื่อง ลดลง 67,000 ราย สู่ระดับ 1.35 ล้านราย ซึ่งเป็นระดับต่ำสุดนับตั้งแต่เดือนม.ค.2513

เอส แอนด์ พี โกล.เปิดเผยว่า ดัชนีผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อ (PMI) รวมภาคการผลิตและภาคบริการเบื้องต้นของสหรัฐ ปรับตัวขึ้นสู่ระดับ 58.5 ในเดือนมี.ค. ซึ่งเป็นระดับสูงสุดนับตั้งแต่เดือนก.ค.2564 จากระดับ 55.9 ในเดือนก.พ.

ดัชนี PMI ยังคงอยู่เหนือระดับ 50 ซึ่งบ่งชี้ว่าภาคธุรกิจของสหรัฐยังคงมีการขยายตัว โดยได้แรงหนุนจากการผ่อนคลายภาวะคอขวดของห่วงโซ่อุปทาน และการฟื้นตัวของอุปสงค์ ขณะที่คำสั่งซื้อใหม่และการจ้างงานดีดตัวขึ้น

อย่างไรก็ดี ความเชื่อมั่นของภาคธุรกิจปรับตัวลงในเดือนมี.ค. โดยได้รับผลกระทบจากการที่รัสเซียบุกโจมตียูเครน ซึ่งส่งผลให้ต้นทุนสินค้าพุ่งสูงขึ้น

ทั้งนี้ ดัชนี PMI ภาคการผลิตเบื้องต้น อยู่ที่ 58.5 ซึ่งเป็นระดับสูงสุดในรอบ 6 เดือน จากระดับ 57.3 ในเดือนก.พ.

สำหรับดัชนี PMI ภาคบริการเบื้องต้น อยู่ที่ 58.9 ซึ่งเป็นระดับสูงสุดในรอบ 8 เดือน จากระดับ 56.5 ในเดือนก.พ.

10
เครือซีพีสำนักงานใหญ่ปักกิ่งนำแบรนด์ CPFresh ร่วมงานเทศกาลไทย ณ กรุงปักกิ่ง ประจำปี 2565

สถานเอกอัครราชทูตไทยประจำกรุงปักกิ่ง จัดงานเทศกาลไทย (Thai Festival) ประจำปี 2565 ภายใต้ธีมงาน "Ancient Siam" หรือ สยามวันวาน เพื่อพาไปย้อนเสน่ห์วันวานของเมืองไทย โดยผู้เข้าร่วมงานประกอบด้วย เอกอัครราชทูตต่างประเทศประจำประเทศจีนและภริยา ผู้แทนกระทรวงการต่างประเทศจีน ประธานศูนย์อาเซียน-จีน ผู้บริหารภาคเอกชนไทยในจีน ตลอดจนชุมชนไทยและประชาชนจีนในกรุงปักกิ่ง มากกว่า 4,000 คน และมีผู้เข้าร่วมชมการถ่ายทอดสดบรรยากาศงานเทศกาลไทยผ่านแพลตฟอร์มดิจิทัลรวมประมาณ 12,640,000 ครั้ง โดยมี นายไพศาลย์ ยังสมบูรณ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารบัญชีการเงิน เครือเจริญโภคภัณฑ์ (เครือซีพี) เขตประเทศจีน เป็นผู้แทนเครือซีพีสำนักงานใหญ่ปักกิ่งเข้าร่วมงาน ที่ทำเนียบเอกอัครราชทูต ณ กรุงปักกิ่ง

ภายในงาน มีการออกบูธจากร้านอาหารและกิจการมากกว่า 20 ราย โดยเครือซีพีนำสินค้าจาก CP Food ร่วมจัดจำหน่าย อาทิ ไก่จ๊อ ไก่ป๊อป ไส้อั่ว และไส้กรอกอีสาน เพื่อให้ผู้มาเยี่ยมชมงานได้ลิ้มลองรสชาติของความเป็นไทย โดยหนึ่งในสินค้าซีพีที่ได้รับการตอบรับจากชาวจีนและชาวต่างชาติในจีนเป็นอย่างมาก คือ ผลไม้คุณภาพจากแบรนด์ CPFresh ที่นำ "มะพร้าว CPFresh" มาจัดจำหน่าย พร้อมทั้งมอบแก่สถานเอกอัครราชทูตประจำกรุงปักกิ่ง สำหรับรับรองผู้มีเกียรติที่มาร่วมงานด้วย

นอกจากนี้ ซีพียังมอบ "ทุเรียน CPFresh" ให้แก่สถานเอกอัครราชทูตฯ เพื่อเป็นของขวัญมอบให้กับแขกของรัฐบาลจีน และภายในงาน มีการจัดโปรโมทสินค้า "ทุเรียน CPFresh" ที่จะนำเข้าในเดือนพฤษภาคม 2565 ซึ่งได้รับเสียงตอบรับและความสนใจจากผู้ร่วมงานเป็นจำนวนมาก

11
สร้างรายได้ออนไลน์ อย่างยั่งยืนกับ CCI รับตัวแทน
รับตัวแทนจำหน่าย นวัตกรรมสมุนไพร ระดับโลก โทร.089 068 9456

เปิดให้ผู้สนใจร่วมทำธุรกิจกับเรา เปิดรับตัวแทนจำหน่ายแล้ววันนี้
ทำไม? DETOX&CCI เติบโตอย่างยั้งยืน มั่นคง
1. บริษัทฯ มีความมั่นคง มีโรงงานผลิตเอง เปิดมากว่า 20 ปี
2.มี R&D ทีมงานนักวิจัยกว่า 30 ท่าน พัฒนา วิจัย อยู่ตลอดเวลา
3.โดย ดร.ณสพน โพธิ์วิจิตร ดร.เหรียญทองและรางวัลการันตีมากมาย
4. สินค้าเป็นนวัตกรรมสมุนไพร ที่มาจากการวิจัย และพัฒนาอย่างต่อเนื่อง และยังเป็นกระแสเทร็นด์ของโลก
5.มีระบบ เพลทฟอร์มรองรับ สามารถขยายธุรกิจได้อย่างไร้ขีดจำกัด อยู่ที่ไหนก็ขายได้ สร้างกำไรขายปลีกได้ดีจริงๆ
6.ได้รับรางวัลบริษัทธรรมภิบาลดีเด่นระดับประเทศ ปี 2562
7.ลงทุนน้อย กำไรขายปลีกสูงถึง 400 บาทต่อกล่อง
8.สามารถขยายตัวแทน ขยายสาขาได้อย่างไม่จำกัด
อยากมีรายได้เสริม อาชีพเสริม 2021 สมัครขายของออนไลน์ ยุคนี้ ต้องที่ CCI
ฉลองเปิดสำนักงานใหญ่ สมัครก่อนมีสิทธิก่อน รับสิทธิพิเศษมากมาย
มีทีมงานสอนขายออนไลน์ให้ฟรี ไม่เป็นก็สอนให้ ครบวงจรที่นี่ "CCI"ที่เดียว

สนใจ กรอกข้อมูลรับรายละเอียด+ดูข้อมูลเพิ่มเติมที่เว็บไซด์...

https://www.saleherb.com

รับสมัครตัวแทนธุรกิจ 
Line : @saleherb(มี@นำหน้า)
ไลน์ :https://lin.ee/BqZrVJW



12
 เครื่องดัดผมดิจิตอลสิ้นสุดการอรอ สีทรีทเม้นท์แฟชั่นเข้ามาครบทุกเฉดสีแล้วค่ะ สีย้อมผมผสมทรีทเม้นท์ ดูแลผม 
เนื้อสีแน่น ติดทน ไม่ต้องผสมไฮโดรเจน ไม่มีแอมโมเนีย สามารถลงได้เลย มีให้เลือกถึง 11 เฉดสีกันเลย
โดย บริษัท โมเดิร์น แฟนตาซี จำกัด ผู้นำเข้า-ส่งออก 
 เครื่องดัดผมดิจิตอลเครื่องใช้ไม้สอย
 เครื่องใช้ไฟฟ้าอิเล็กทรอนิกส์ 
 เครื่องดัดผมดิจิตอลแล้วก็สินค้าต่างๆเกี่ยวกับเส้นผม 
ภายใต้แบรนด์ ENIE(เอนี่)


https://bit.ly/3wxPret

13
ทริสฯ เพิ่มอันดับเครดิตองค์กร ORI เป็น BBB+ เปลี่ยนแนวโน้มเป็น Stable

ทริสเรทติ้งเพิ่มอันดับเครดิตองค์กรของ บมจ.ออริจิ้น พร็อพเพอร์ตี้ (ORI) เป็นระดับ "BBB+" จากเดิมที่ระดับ "BBB" และเปลี่ยนแนวโน้มอันดับเครดิตเป็น "Stable" หรือ "คงที่" จาก "Positive" หรือ "บวก"

พร้อมทั้งยังจัดอันดับเครดิตหุ้นกู้ไม่ด้อยสิทธิ ไม่มีหลักประกันชุดใหม่ในวงเงินไม่เกิน 6 พันล้านบาท ไถ่ถอนภายใน 5 ปี ของบริษัทที่ระดับ "BBB+" เช่นเดียวกันอีกด้วย

ในการนี้ อันดับเครดิตหุ้นกู้ไม่ด้อยสิทธิ ไม่มีหลักประกันของบริษัทอยู่ในระดับเท่ากับอันดับเครดิตองค์กรของบริษัทเนื่องจากอัตราส่วนหนี้สินที่มีลำดับในการได้รับชำระคืนก่อนต่อหนี้สินรวมของบริษัท ณ เดือนธันวาคม 2564 อยู่ที่ระดับ 41.5% ซึ่งต่ำกว่าระดับ 50% ตาม "เกณฑ์การจัดอันดับเครดิตตราสารหนี้" ของทริสเรทติ้ง โดยบริษัทจะนำเงินที่ได้จากการออกหุ้นกู้ชุดใหม่ไปใช้ชำระคืนหนี้หุ้นกู้ชุดเดิมบางส่วนและใช้เป็นเงินทุนในการขยายกิจการ

อันดับเครดิตที่เพิ่มขึ้นสะท้อนถึงสถานะทางการตลาดของบริษัทที่ดีขึ้น ตลอดจนผลกำไรที่แข็งแกร่ง และระดับภาระหนี้ที่ลดลง ถึงแม้ว่าการแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (โรคโควิด 19) จะยืดเยื้อ แต่บริษัทก็ยังมีรายได้เพิ่มขึ้นและสามารถรักษากำไรก่อนดอกเบี้ยจ่าย ภาษี ค่าเสื่อมราคา และค่าตัดจำหน่าย (EBITDA) ให้อยู่ที่ระดับประมาณ 4-5 พันล้านบาทรวมทั้งเงินทุนจากการดำเนินงานให้อยู่ที่ระดับประมาณ 2.6-3.2 พันล้านบาทได้

นอกจากนี้ อัตราส่วนหนี้สินทางการเงินต่อเงินทุนของบริษัท (รวมภาระหนี้ตามสัดส่วนของบริษัทในโครงการร่วมทุน) ก็ลดลงมาอยู่ที่ 56% ในปี 2564 จากระดับประมาณ 67% ในปี 2562 อีกด้วย

อันดับเครดิตยังคงสะท้อนถึงความสามารถในการทำกำไรของบริษัทที่สูงกว่าค่าเฉลี่ยในอุตสาหกรรม ตลอดจนมูลค่ายอดขายที่รอรับรู้เป็นรายได้จำนวนมาก และส่วนแบ่งกำไรจากโครงการร่วมค้าที่คาดว่าจะมีจำนวนมากในช่วง 2-3 ปีข้างหน้า นอกจากนี้ อันดับเครดิตยังสะท้อนถึงภาระหนี้ของบริษัทที่อยู่ในระดับค่อนข้างสูงจากผลของการขยายธุรกิจแบบเชิงรุกทั้งในธุรกิจพัฒนาที่อยู่อาศัยและอสังหาริมทรัพย์เพื่อการพาณิชย์ รวมทั้งความกังวลเกี่ยวกับผลกระทบที่ยืดเยื้อของโรคโควิด 19 ซึ่งมีแนวโน้มที่จะเพิ่มความกดดันให้แก่อุปสงค์คอนโดมิเนียมต่อไปอีกด้วย

ประเด็นสำคัญที่กำหนดอันดับเครดิต

เพิ่มส่วนแบ่งทางการตลาดทั้งในกลุ่มสินค้าคอนโดมิเนียมและบ้านจัดสรร สถานะทางการตลาดของบริษัททั้งในตลาดคอนโดมิเนียมและโครงการบ้านจัดสรรปรับตัวดีขึ้นอย่างต่อเนื่องในช่วงที่ผ่านมา โดยบริษัทสามารถสร้างยอดขายและยอดโอนที่ระดับเกินกว่า 1 หมื่นล้านบาทต่อปีในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา ถึงแม้ว่าอุปสงค์ที่อยู่อาศัยจะซบเซาลงจากผลกระทบของโรคโควิด 19 แต่ยอดขายของบริษัท (รวมยอดขายจากโครงการร่วมค้า) ในปี 2564 ยังเพิ่มขึ้นเป็น 1.65 หมื่นล้านบาทจากเพียง 1.09 หมื่นล้านบาทในปี 2563 จากอานิสงส์ของยอดขายจากโครงการบ้านจัดสรรที่เพิ่มขึ้นอย่างมากซึ่งเพิ่มขึ้นมาอยู่ที่ระดับ 4.7 พันล้านบาทในปี 2564 จากระดับ 2.5 พันล้านบาทในปี 2563 และจากระดับที่เกือบไม่มีเลยในปี 2560
ทั้งนี้ เมื่อพิจารณาจากสินค้าพร้อมขายที่มีอยู่และแผนการเปิดโครงการที่อยู่อาศัยใหม่จำนวนมากของบริษัททำให้ทริสเรทติ้งคาดว่ายอดขายในปี 2565 ของบริษัทจะเพิ่มขึ้นประมาณ 20%-25% จากปีก่อนหน้าและจะเพิ่มขึ้นอีก 5%-10% ในปี 2566 และปี 2567

บริษัทมีสินค้าอสังหาริมทรัพย์ที่ครอบคลุมทุกระดับราคา โดยโครงการคอนโดมิเนียมมีช่วงราคาอยู่ที่ 60,000-200,000 บาทต่อตารางเมตร (ตร.ม.) ในขณะที่โครงการบ้านจัดสรรมีราคาอยู่ที่ 2.5-50 ล้านบาทต่อหลัง ส่วนโครงการคอนโดมิเนียมของบริษัทนั้นประกอบด้วยแบรนด์ที่หลากหลาย อาทิ "Brixton" "The Origin" และ "Origin Plug and Play" ซึ่งเน้นลูกค้าเป้าหมายในกลุ่มราคาระดับปานกลาง ในขณะที่แบรนด์ "Knightsbridge" "So Origin" และ "Park Origin" เน้นลูกค้าเป้าหมายในกลุ่มราคาระดับสูงถึงหรูหรา ซึ่งแบรนด์คอนโดมิเนียมเหล่านี้ได้รับการตอบรับเป็นอย่างดีจากผู้ซื้อ

ส่วนแบรนด์โครงการบ้านจัดสรรของบริษัทนั้นประกอบด้วย "Brighton" และ "Britania" ซึ่งเน้นลูกค้าเป้าหมายในกลุ่มราคาระดับปานกลาง ในขณะที่แบรนด์ "Grand Britania" และ "Belgravia" เน้นลูกค้าเป้าหมายในกลุ่มราคาระดับสูงถึงหรูหรา ซึ่งโครงการบ้านจัดสรรก็ได้รับการตอบรับเพิ่มมากขึ้นในช่วงที่ผ่านมาด้วยเช่นกัน

บริษัทมีโครงการที่อยู่อาศัยระหว่างการพัฒนา ณ สิ้นปี 2564 ซึ่งประกอบไปด้วยโครงการบ้านจัดสรรจำนวน 19 โครงการ โครงการคอนโดมิเนียมของบริษัทเองจำนวน 34 โครงการ และโครงการคอนโดมิเนียมที่พัฒนาภายใต้การร่วมทุนอีกจำนวน 16 โครงการ ทั้งนี้ สินค้าเหลือขายทั้งหมดรวมทั้งที่สร้างแล้วเสร็จและอยู่ระหว่างการก่อสร้างคิดเป็นมูลค่ารวมประมาณ 4.41 หมื่นล้านบาทซึ่งประกอบไปด้วยบ้านจัดสรรในสัดส่วน 31% คอนโดมิเนียมของบริษัทเอง 40% และคอนโดมิเนียมร่วมทุนอีก 29%

บริษัทยังวางแผนเปิดตัวโครงการที่อยู่อาศัยใหม่มูลค่ารวม 4.2 หมื่นล้านบาทอีกในปี 2565 โดยประกอบไปด้วยโครงการบ้านจัดสรรใหม่มูลค่า 1.34 หมื่นล้านบาทและโครงการคอนโดมิเนียม (รวมโครงการร่วมทุน) มูลค่า 2.86 หมื่นล้านบาท

มีกำไรที่แข็งแกร่งแม้ว่าโรคโควิด 19 ยังคงแพร่ระบาด ถึงแม้ว่าโรคโควิด 19 ยังคงแพร่ระบาดไม่หยุด ทว่าผลการดำเนินงานของบริษัทในปี 2564 ยังสูงกว่าประมาณการของทริสเรทติ้ง รายได้ของบริษัทในปี 2564 เพิ่มขึ้นเป็น 1.53 หมื่นล้านบาทจาก 1.09 หมื่นล้านบาทในปี 2563 และ 1.37 หมื่นล้านบาทในปี 2562 โดยรายได้ที่เพิ่มขึ้นนั้นเป็นผลมาจากรายได้จากโครงการบ้านจัดสรรที่เติบโตอย่างมากตามที่ได้กล่าวไปแล้ว นอกจากนี้ EBITDA ของบริษัทก็ปรับตัวเพิ่มขึ้นเป็น 5.1 พันล้านบาทในปี 2564 จากประมาณ 4.1-4.8 พันล้านบาทต่อปีในช่วงปี 2562-2563 ในขณะที่อัตรากำไรจาก EBITDA ของบริษัทยังคงอยู่ในช่วง 34%-37% ในระยะ 3 ปีที่ผ่านมาซึ่งสูงกว่าค่าเฉลี่ยของอุตสาหกรรมซึ่งอยู่ที่ระดับ 20%-25%
ทริสเรทติ้งคาดว่ารายได้ของบริษัทจะอยู่ในช่วง 1.3-1.6 หมื่นล้านบาทต่อปีโดยบริษัทจะมีรายได้จากโครงการบ้านจัดสรรในสัดส่วน 40%-50% ของรายได้รวม ในขณะที่ EBITDA นั้นคาดว่าจะอยู่ที่ระดับ 4.3-5.7 พันล้านบาทต่อปีในช่วง 2-3 ปีข้างหน้า ซึ่งประมาณการรายได้ดังกล่าวมีปัจจัยสนับสนุนจากมูลค่ายอดขายคอนโดมิเนียมที่รอรับรู้เป็นรายได้จำนวนมากของบริษัทและการคาดการณ์ว่าตลาดอสังหาริมทรัพย์จะมีการฟื้นตัว

ทั้งนี้ ณ เดือนธันวาคม 2564 บริษัทมีมูลค่ายอดขายรอโอนอยู่ที่ประมาณ 3.46 หมื่นล้านบาทซึ่งแบ่งออกเป็นยอดขายจากโครงการของบริษัทเองมูลค่า 7.6 พันล้านบาทและยอดขายจากโครงการร่วมทุนมูลค่า 2.7 หมื่นล้านบาท โดยยอดขายรอโอนของบริษัทจะทยอยรับรู้เป็นรายได้ที่ประมาณ 5.2 พันล้านบาทในปี 2565 ประมาณ 0.2 พันล้านบาทในปี 2566 และประมาณ 2.2 พันล้านบาทในปี 2567

ในขณะที่ยอดขายรอโอนของโครงการร่วมค้าจะทยอยส่งมอบให้แก่ลูกค้าที่มูลค่าประมาณ 1.1-1.2 หมื่นล้านบาทต่อปีในระหว่างปี 2565-2566 และส่วนที่เหลือในปี 2567 ดังนั้น บริษัทจึงคาดว่าจะมีส่วนแบ่งกำไรจากโครงการร่วมค้าประมาณ 1.3-1.8 พันล้านบาทต่อปีในช่วงระหว่างปี 2565-2567

เป็นปีที่มีความท้าทายสำหรับอุตสาหกรรมพัฒนาอสังหาริมทรัพย์เพื่อที่อยู่อาศัย ทริสเรทติ้งคาดว่าอุปสงค์ที่อยู่อาศัยในปี 2565 จะเติบโตที่ระดับ 5%-10% จากปีก่อนหน้าโดยมีปัจจัยสนับสนุนคือแนวโน้มการฟื้นตัวของเศรษฐกิจเนื่องจากผลกระทบของโรคโควิด 19 มีสัญญาณบรรเทาลง นอกจากนี้ การขยายระยะเวลาผ่อนคลายหลักเกณฑ์การกำกับดูแลสินเชื่อเพื่อที่อยู่อาศัยโดยยังคงเพดานอัตราส่วนเงินให้สินเชื่อต่อมูลค่าหลักประกัน (Loan-to-value Ratio -- LTV) ให้อยู่ที่ระดับ 100% จาก 70%-90% สำหรับที่อยู่อาศัยทุกประเภทและการลดค่าโอนและค่าจดจำนองสำหรับบ้านที่มีราคาต่ำกว่า 3 ล้านบาทไปจนถึงสิ้นปี 2565 นั้นก็น่าจะช่วยกระตุ้นอุปสงค์ที่อยู่อาศัยให้เติบโตขึ้นได้ในปีนี้อีกด้วย
อย่างไรก็ตาม ยังคงมีประเด็นที่ท้าทายสำหรับผู้ประกอบการอสังหาริมทรัพย์อีกหลายประการในระยะสั้นถึงปานกลางนี้ โดยการแข่งขันในหมู่ผู้ประกอบการอสังหาริมทรัพย์เพื่อที่อยู่อาศัยจะยังคงรุนแรงต่อไปโดยเฉพาะอย่างยิ่งบ้านในกลุ่มระดับราคาที่ไม่แพง ดังนั้น บริษัทจึงจำเป็นต้องมีการปรับปรุงพัฒนาสินค้าอย่างต่อเนื่องเพื่อให้สอดคล้องกับอุปสงค์ของตลาดและต้องเพิ่มการรับรู้เกี่ยวกับแบรนด์สินค้าของบริษัทให้เกิดในกลุ่มลูกค้าเป้าหมายเพื่อที่จะคงอัตราการเติบโตของรายได้เอาไว้

นอกจากนี้ หนี้ครัวเรือนที่ค่อนข้างสูงและอัตราเงินเฟ้อที่ปรับตัวสูงขึ้นก็อาจส่งผลทำให้กำลังซื้อของผู้ซื้อบ้านลดลง โดยเฉพาะอย่างยิ่งในกลุ่มสินค้าบ้านระดับราคาปานกลางถึงต่ำ ในขณะที่การปล่อยสินเชื่อของธนาคารที่เข้มงวดยิ่งขึ้นก็ยังคงเป็นประเด็นท้าทายสำหรับผู้ประกอบการอีกเช่นกัน

สัดส่วนกำไรจากธุรกิจอื่น ๆ ยังมีน้อย บริษัทขยายกิจการไปยังธุรกิจโรงแรมและบริการในปี 2560 และขยายสู่ธุรกิจอาคารสำนักงานให้เช่าในปีนี้ บริษัทได้ก่อสร้างโรงแรม 2 แห่งแล้วเสร็จซึ่งประกอบด้วย "Holiday Inn Siracha" และ "Staybridge Thonglor" และได้เริ่มเปิดดำเนินงานแล้ว ส่วนโรงแรมอีก 3 แห่งและอาคารสำนักงานอีก 1 แห่ง คือ "Intercontinental Sukhumvit" "Staybridge Phromphong" "Holiday Inn Express Phayathai" และอาคารสำนักงานที่สนามเป้านั้นจะเปิดดำเนินงานได้ในช่วงปี 2565-2567
นอกจากนี้ ในเดือนกุมภาพันธ์ 2565 บริษัทยังได้ซื้อกิจการโรงแรมอีก 3 แห่งจาก บมจ. ดิ เอราวัณ กรุ๊ป (ERW) รวมมูลค่ารวมประมาณ 1 พันล้านบาทอีกด้วย ซึ่งรายได้จากธุรกิจโรงแรมคาดว่าจะอยู่ที่ประมาณ 200-300 ล้านบาทต่อปีในช่วง 3 ปีข้างหน้า

นอกจากนี้ บริษัทยังได้มีการลงทุนในธุรกิจอีกหลายประเภท อาทิธุรกิจโกดังสินค้าให้เช่า ธุรกิจบริหารสินทรัพย์ ธุรกิจด้านสุขภาพ และธุรกิจพลังงาน โดยบริษัทได้มีความร่วมมือกับผู้ที่มีความเชี่ยวชาญในแต่ละธุรกิจ เช่น บริษัท เจดับเบิ้ลยูดี อินโฟโลจิสติกส์ จำกัด (มหาชน) ในธุรกิจโกดังสินค้าให้เช่า Kin และ Senizens ในธุรกิจดูแลสุขภาพ และ บริษัท กันกุลเอ็นจิเนียริ่ง จำกัด (มหาชน) ในธุรกิจพลังงาน โดยการขยายไปในธุรกิจอื่น ๆ ดังกล่าวนี้ยังอยู่ในช่วงเริ่มต้น ดังนั้น ความสำเร็จในการลงทุนของบริษัทในธุรกิจใหม่ ๆ ดังกล่าวจึงยังคงต้องติดตามต่อไป

ทริสเรทติ้งมองว่าธุรกิจพัฒนาที่อยู่อาศัยยังคงเป็นธุรกิจหลักในการทำกำไรให้แก่บริษัทโดยมีสัดส่วนเกินกว่า 80% ของกำไรรวมของบริษัทในช่วง 2-3 ปีข้างหน้า อย่างไรก็ตาม หากบริษัทประสบความสำเร็จในการขยายไปในธุรกิจอื่น ๆ เหล่านี้ก็จะช่วยขยายสัดส่วนของธุรกิจให้แก่บริษัทและช่วยให้บริษัทมีผลกำไรที่มีเสถียรภาพในระยะยาว

อัตราส่วนหนี้สินทางการเงินต่อเงินทุนของบริษัทคาดว่าจะต่ำกว่า 60% ทริสเรทติ้งคาดว่าอัตราส่วนหนี้สินทางการเงินต่อเงินทุนของบริษัทจะต่ำกว่าระดับ 60% ในช่วง 3 ปีข้างหน้า โดยอัตราส่วนหนี้สินทางการเงินต่อเงินทุนของบริษัทอยู่ที่ระดับ 55.6% ณ สิ้นปี 2564 ลดลงจากระดับ 63%-67% ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา จากแผนการลงทุนในธุรกิจพัฒนาที่อยู่อาศัยจำนวนมากและการลงทุนในธุรกิจใหม่ ๆ จะส่งผลทำให้อัตราส่วนหนี้สินทางการเงินต่อเงินทุนของบริษัทเพิ่มขึ้นไปอยู่ที่ระดับ 58%-59%
ทั้งนี้ ภายใต้เงื่อนไขทางการเงินของเงินกู้ยืมที่มีกับธนาคารและหุ้นกู้ บริษัทจะต้องดำรงอัตราส่วนหนี้สินที่มีภาระดอกเบี้ยต่อส่วนของผู้ถือหุ้นไม่ให้เกินกว่า 2.5 เท่า ในขณะที่อัตราส่วนดังกล่าวของบริษัท ณ สิ้นเดือนธันวาคม 2564 อยู่ที่ระดับ 0.97 เท่า ทริสเรทติ้งจึงเชื่อว่าบริษัทจะสามารถบริหารโครงสร้างทางการเงินให้สอดคล้องกับเงื่อนไขทางการเงินของเงินกู้ยืมเอาไว้ได้ในช่วง 12-18 เดือนข้างหน้า

ภายใต้ประมาณการพื้นฐานของทริสเรทติ้งคาดว่าบริษัทจะเปิดตัวโครงการใหม่ที่มูลค่าประมาณ 4.2 หมื่นล้านบาท (รวมโครงการร่วมทุน) ในปี 2565 และประมาณ 1.5-2.0 หมื่นล้านบาทต่อปีในระหว่างปี 2566-2567 บริษัทตั้งงบประมาณในการซื้อที่ดินไว้ที่ประมาณ 5-7 พันล้านบาทต่อปี ในขณะที่ต้นทุนค่าก่อสร้างจะอยู่ที่ระดับ 35%-40% ของมูลค่าโครงการ บริษัทมีแผนการลงทุนที่ประมาณ 300 ล้านบาทต่อปีสำหรับการพัฒนาอสังหาริมทรัพย์เพื่อการพาณิชย์ เช่น โรงแรมและอาคารสำนักงานให้เช่า ส่วนงบประมาณการลงทุนสำหรับธุรกิจใหม่ ๆ ซึ่งประกอบด้วยธุรกิจโกดังสินค้าให้เช่า ธุรกิจบริหารสินทรัพย์ และธุรกิจด้านสุขภาพนั้นจะอยู่ที่ระดับประมาณ 1.5-2.0 พันล้านบาทโดยรวมในช่วง 3 ปีข้างหน้า ทั้งนี้ บริษัทวางแผนการลงทุนในธุรกิจเหล่านี้ส่วนใหญ่ด้วยวิธีการร่วมทุนซึ่งจะช่วยลดความต้องการเงินลงทุนไปได้ส่วนหนึ่ง

สภาพคล่องที่บริหารจัดการได้ ทริสเรทติ้งประเมินว่าสภาพคล่องของบริษัทจะยังคงอยู่ในวิสัยที่สามารถบริหารจัดการได้ โดยแหล่งเงินทุนของบริษัทประกอบด้วยเงินสดในมือจำนวน 2 พันล้านบาทและวงเงินสินเชื่อที่ยังไม่ได้เบิกใช้อีกจำนวน 1.6 พันล้านบาท ณ สิ้นปี 2564 นอกจากนี้ กระแสเงินสดจากการดำเนินงานของบริษัทในช่วง 12 เดือนข้างหน้าก็คาดว่าจะอยู่ที่ระดับ 3.0-3.2 พันล้านบาท ในขณะที่บริษัทมีภาระหนี้ที่จะครบกำหนดชำระในอีก 12 เดือนข้างหน้าจำนวน 8.5 พันล้านบาทซึ่งประกอบด้วยเงินกู้ระยะสั้นจำนวน 2.3 พันล้านบาท เงินกู้โครงการจำนวน 2.7 พันล้านบาท และหุ้นกู้จำนวน 3.5 พันล้านบาท โดยบริษัทใช้เงินกู้ระยะสั้นส่วนใหญ่เป็นเงินทุนหมุนเวียนและเป็นเงินกู้ชั่วคราวเพื่อใช้ในการซื้อที่ดินซึ่งคาดว่าจะเปลี่ยนมาเป็นเงินกู้โครงการต่อไป ทริสเรทติ้งคาดว่าบริษัทจะจ่ายชำระหนี้เงินกู้โครงการด้วยกระแสเงินสดจากการโอนโครงการที่อยู่อาศัย ในขณะเดียวกัน บริษัทก็มีแผนจะออกหุ้นกู้ชุดใหม่เพื่อทดแทนหุ้นกู้ที่จะครบกำหนดด้วย
สมมติฐานกรณีพื้นฐาน

บริษัทจะเปิดตัวโครงการพัฒนาที่อยู่อาศัยใหม่ที่มูลค่า 4.2 หมื่นล้านบาทในปี 2565 และ 1.5-2 หมื่นล้านบาทต่อปีในช่วงปี 2566-2567
รายได้ของบริษัทจะอยู่ที่ประมาณ 1.3-1.6 หมื่นล้านบาทต่อปีในช่วงปี 2565-2567 และส่วนแบ่งกำไรจากโครงการร่วมค้าจะอยู่ที่ระดับประมาณ 1.3-1.8 พันล้านบาทต่อปีเนื่องจากโครงการร่วมทุนคาดว่าจะโอนคอนโดมิเนียมที่มูลค่าประมาณ 1.0-1.2 หมื่นล้านบาทต่อปีในช่วง 3 ปีข้างหน้า
งบประมาณในการซื้อที่ดินซึ่งรวมโครงการร่วมทุนจะอยู่ที่ประมาณ 5-7 พันล้านบาทต่อปีในช่วง 3 ปีข้างหน้า
เงินลงทุนในการพัฒนาโครงการอสังหาริมทรัพย์เพื่อการพาณิชย์และธุรกิจอื่น ๆ จะมีมูลค่ารวม 3.0-3.5 พันล้านบาทในช่วงปี 2565-2567
แนวโน้มอันดับเครดิต "Stable" หรือ "คงที่" สะท้อนถึงความคาดหวังของทริสเรทติ้งว่าบริษัทจะรักษาขีดความสามารถในการแข่งขันและสถานะทางการตลาดเอาไว้ได้อย่างต่อเนื่อง รวมถึงสามารถส่งมอบสินค้าจำนวนมากได้ตามแผนการที่วางไว้ และแม้จะมีแผนการขยายธุรกิจแบบเชิงรุก ทริสเรทติ้งก็ยังคาดว่าบริษัทจะรักษาผลการดำเนินงานที่ดีเอาไว้ได้และรักษาอัตราส่วนหนี้สินทางการเงินต่อเงินทุนให้ต่ำกว่าระดับ 60% ในขณะที่อัตราส่วนเงินทุนจากการดำเนินงานต่อหนี้สินทางการเงินยังคงอยู่ที่ระดับ 10%-15% ต่อไปได้ในช่วง 3 ปีข้างหน้าถึงแม้ว่าอุปสงค์ที่อยู่อาศัยจะชะลอตัวและภาวะเศรษฐกิจจะยังคงไม่ฟื้นตัวจากผลของการแพร่ระบาดของโรคโควิด 19 ก็ตาม

ปัจจัยที่อาจทำให้อันดับเครดิตเปลี่ยนแปลง

อันดับเครดิตของบริษัทอาจมีการปรับเพิ่มขึ้นได้หากฐานรายได้และกระแสเงินสดของบริษัทเติบโตได้อย่างมีนัยสำคัญโดยที่บริษัทยังสามารถรักษาความสามารถในการทำกำไรเอาไว้ได้และอัตราส่วนหนี้สินทางการเงินต่อเงินทุนอยู่ที่ระดับประมาณ 50%-55% ได้อย่างต่อเนื่อง ในทางตรงกันข้าม อันดับเครดิตและ/หรือแนวโน้มอันดับเครดิตอาจมีการปรับลดลงหากผลการดำเนินงานหรือสถานะทางการเงินของบริษัทอ่อนแอลงจากระดับปัจจุบันอย่างมีนัยสำคัญจนเป็นผลให้อัตราส่วนหนี้สินทางการเงินต่อเงินทุนของบริษัทเพิ่มขึ้นจนอยู่ในระดับที่เกินกว่า 60% และ/หรืออัตราส่วนเงินทุนจากการดำเนินงานต่อหนี้สินทางการเงินลดลงต่ำกว่า 10% เป็นเวลาที่ต่อเนื่อง

14
ECF เสนอขายหุ้นกู้มีประกันดอกเบี้ย 7% ขายรายใหญ่-สถาบัน 26-28 เม.ย.

บมจ.อีสต์โคสท์เฟอร์นิเทค (ECF) ยื่นแบบแสดงรายการข้อมูลต่อสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) เพื่อออกและเสนอขายหุ้นกู้มีประกันของบริษัท ครั้งที่ 1/2565 มูลค่าไม่เกิน 200 ล้านบาท อายุ 1 ปี อัตราดอกเบี้ยคงที่ 7.00% ต่อปี ชำระดอกเบี้ยทุก 3 เดือนตลอดอายุหุ้นกู้ โดยเสนอขายให้แก่ผู้ลงทุนสถาบันและ/หรือ ผู้ลงทุนรายใหญ่ ในระหว่างวันที่ 26-28 เม.ย.65 มีบล.สยามเวลธ์ เป็นผู้จัดการการจัดจำหน่ายหุ้นกู้

บริษัท ทริสเรทติ้ง จำกัด จัดอันดับความน่าเชื่อถือของบริษัท อยู่ที่ BB+ แนวโน้ม Stable เมื่อวันที่ 30 ก.ค.64

สำหรับหลักประกันหุ้นกู้ดังกล่าว ได้แก่ หุ้นสามัญของ ECF มูลค่าทรัพย์สินที่เป็นประกัน 1:1 เท่าของมูลค่าหุ้นที่จำหน่าย และกรรมการบริษัท 2 คนค้ำประกันเต็มจำนวน โดยเงินที่ได้จากการเสนอขายหุ้นกู้ครั้งนี้เพื่อใช้ชำระหนี้ตั๋วแลกเงินเดิมที่จะครบกำหนดของบริษัทฯ จำนวน 145 ล้านบาท และใช้เป็นเงินทุนหมุนเวียน 55 ล้านบาท

ภาวะตลาดหุ้นเกาหลีใต้: หุ้นโซลปิดลบ 5.39 จุด วิตกน้ำมันพุ่ง-วิกฤตยูเครนฉุดตลาด
 
ดัชนีคอมโพสิตตลาดหุ้นเกาหลีใต้ปิดร่วงลงวันนี้ โดยถูกกดดันจากราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกที่พุ่งขึ้น รวมถึงความกังวลเกี่ยวกับสถานการณ์ความขัดแย้งระหว่างยูเครนและรัสเซียที่ยังคงยืดเยื้อ

ดัชนีคอมโพสิตตลาดหุ้นเกาหลีใต้ (KOSPI) ปิดวันนี้ที่ 2,729.66 จุด ลดลง 5.39 จุด หรือ -0.20% โดยมีปริมาณซื้อขายปานกลางที่ 927.75 ล้านหุ้น คิดเป็นมูลค่า 11.48 ล้านล้านวอน (9.42 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ) และมีจำนวนหุ้นบวกมากกว่าหุ้นลบในสัดส่วน 479 ต่อ 361 ตัว

หุ้น SK hynix ร่วง 2.43%, หุ้น Samsung Biologics ร่วง 1.32% และหุ้น Samsung Electronics ลดลง 0.99%

 

15
CPF จับมือ Future Meat พัฒนาผลิตภัณฑ์เนื้อสัตว์เพาะเลี้ยงจากเซลล์เจาะตลาดเอเชีย

บมจ.เจริญโภคภัณฑ์อาหาร (CPF) หรือ ซีพีเอฟ ประกาศความร่วมมือเป็นพันธมิตรครั้งสำคัญกับ Future Meat Technologies บริษัทสตาร์ทอัพสัญชาติอิสราเอลแนวหน้าด้านเทคโนโลยีเนื้อสัตว์เพาะเลี้ยง ในการพัฒนาวิจัยผลิตภัณฑ์ที่เป็น Hybrid Cultured Meat ที่ผสมผสานระหว่างเนื้อสัตว์เพาะเลี้ยงจากเซลล์เนื้อเยื่อ (Cultured Meat) และเนื้อจากพืช (Plant Based Meat) นำจุดเด่นจากเนื้อทั้งสองชนิดมาเสริมกัน เพื่อตอบโจทย์ผู้บริโภคในฝั่งเอเชีย

นายประสิทธิ์ บุญดวงประเสริฐ ประธานคณะผู้บริหาร ซีพีเอฟ กล่าวว่า บริษัททำการวิจัยและพัฒนาอาหาร ภายใต้แนวคิด Open Innovation ที่เปิดโอกาสให้บริษัทสตาร์ทอัพ รวมถึง สถาบันวิจัย สถาบันการศึกษา จากทั่วโลกได้มาร่วมเป็นพันธมิตรกันเพื่อสร้างสรรค์นวัตกรรมอาหาร เป็นทางเลือกใหม่ให้กับผู้บริโภค และสร้างความมั่นคงทางอาหารในระยะยาว

สำหรับ Future Meat Technologies เป็นผู้ผลิตรายแรกๆ ของโลกที่พัฒนาการเพาะเลี้ยงเซลล์เนื้อเยื่อจากสัตว์ ทั้ง หมู ไก่ แกะ และเนื้อวัว โดยไม่มีการใช้การดัดแปลงพันธุกรรม (non-GMO) และมีความสามารถที่จะต่อยอดและขยายกำลังการผลิตให้นำมาวางจำหน่ายได้จริง โดยปัจจุบันสามารถทำได้ต้นทุนต่ำกว่า 16 ดอลลาร์สหรัฐต่อปอนด์

เทคโนโลยี Hybrid Cultured Meat เป็นการผสมผสานระหว่างเทคโนโลยีเนื้อสัตว์เพาะเลี้ยงเซลล์เ ซึ่งเป็นความเชี่ยวชาญของ Future Meat Technologies ร่วมกับเทคโนโลยีเนื้อสัตว์จากพืช ที่ซีพีเอฟก็ให้ความสำคัญและได้วิจัยและพัฒนามาอย่างยาวนาน

นายประสิทธิ์ เสริมว่า การวิจัยร่วมกันในครั้งนี้ จะสร้างผลิตภัณฑ์ที่ผสมผสานระหว่างข้อดีของเนื้อสัตว์เพาะเลี้ยง ที่มีรสเสมือนเนื้อสัตว์จริง ทั้งลักษณะ รสชาติ กลิ่น ความชุ่มฉ่ำ และมีโปรตีนจากพืชที่มีประโยชน์ต่อสุขภาพสูงและมีราคาจับต้องได้เข้าด้วยกัน นอกจากนี้ ซีพีเอฟจะอาศัยความรู้ ความชำนาญในตลาดเอเชีย สร้างผลิตภัณฑ์อาหารที่ถูกปากผู้บริโภคในภูมิภาค

"จากความสำเร็จของ Meat Zero ในทั้งประเทศไทย และตลาดเอเชีย ทำให้ปีนี้ซีพีเอฟ ตั้งเป้าหมายเปิดตัวสินค้าไปยังประเทศอื่นๆ ทั่วโลก รวมถึงสหรัฐอเมริกาและยุโรป การสร้างเนื้อสัตว์จากการเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อถือเป็นอีกหนึ่งนวัตกรรมที่น่าสนใจเป็นอย่างมากสำหรับซีพีเอฟ เพราะจะช่วยตอบโจทย์ผู้บริโภคยุคใหม่ ทั้งด้านคุณภาพ ความอร่อย ความยั่งยืน และด้านสวัสดิภาพสัตว์ การร่วมงานกับบริษัทชั้นนำอย่าง Future Meat Technologies จึงเป็นโอกาสที่ดีสำหรับบริษัท" นายประสิทธิ์ กล่าว
ด้านศาสตรจารย์ Yaakov Nahmias ประธานและผู้ก่อตั้งบริษัท Future Meat Technologies กล่าวว่า บริษัทได้คิดค้นนวัตกรรมที่สามารถผลิตโปรตีนคุณภาพ ตอบสนองต่อความต้องการของผู้บริโภคในตลาดเอเชียที่มีจำนวนมาก และทรัพยากรที่จำกัด ยิ่งไปกว่านี้ นวัตกรรมนี้จะมีส่วนสำคัญในการสร้างความมั่นคงทางอาหารให้กับคนรุ่นต่อๆไป สอดคล้องกับนาย Moses Talbi EVP ด้านการเงิน และการพัฒนาธุรกิจ ที่ให้ความเห็นว่าความร่วมมือระหว่างซีพีเอฟ และ Future Meat Technologies จะเป็นต้นแบบในการสร้างอาหารแห่งอนาคต ที่ได้คุณภาพ และมาจากกระบวนการผลิตที่ยั่งยืน

หน้า: [1] 2 3 ... 79
ธงชายหาด